นำเสนอ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ blogger ของเด็กหญิงนวพร นามเพ็ง ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่2/11 เลขที่26 วิชาประวัติศาสตร์

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

59 แนวทางในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย

59 แนวทางในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย แนวทางในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย 1x42.gif 1. การค้นคว้าวิจัยควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน 2. การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย 3. การฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม 4. การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 5. การถ่ายทอด ถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ 6. ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง 7. การเผยแพร่แลกเปลี่ยน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 8. การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ วิธีการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย 1. การนิยมในสินค้าไทย อุดหนุนสินค้าที่ผลิตจากภูมิปัญญาไทย 2. การเข้าร่วมในวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นภูมิปัญญาไทยทุกครั้ง 3. การรวมกลุ่มเพื่อร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ตามความสนใจ ความสามารถของตนเอง นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต1x42.gif

58 ปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย

58 ปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย ปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย 1x42.gif ปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ภูมิปัญญาไทยจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศเป็นอย่างมาก ประเทศไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย ทำให้มีการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาที่แตกต่างกัน บริเวณภาคกลางของประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองหลายสาย บางพื้นที่มีน้ำท่วมในฤดูฝน ทำให้มีการแก้ปัญหาด้วยการสร้างบ้านเรือนที่ยกพื้นสูงขึ้น เพื่อป้องกันน้ำท่วม ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำก็จะสร้างเรือนแพ หรือต่อเรือไว้เป็นพาหนะในการเดินทาง บริเวณทางภาคเหนือเป็นเทือกเขา มีที่ราบระหว่างหุบเขาที่แม่น้ำไหลผ่าน ทำให้เกิดภูมิปัญญาในการสร้างฝาย เพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ราบ มีการปลูกพืชตามไหล่เขาแบบขั้นบันได ซึ่งทำให้สามารถรักษาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ได้ในขณะที่มีฝนตก นับว่าเป็นการรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฉลาดและคุ้มค่า เพราะสามารถใช้ที่ดินได้ทุกพื้นที่ ไม่เพียงแต่ที่ราบเท่านั้น 2. หลักคำสอนพระพุทธศาสนา คนไทยมีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องของการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ เช่น ผีบ้านผีเรือน ผีฟ้า เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าที่ เจ้าทาง เทวดา แม่โพสพ แม่คงคา พระภูมิ ต้นไม้ใหญ่ๆ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่ามีเทวดาหรือนางไม้พักอาศัยอยู่ ถ้าใครไปตัดต้นไม้ใหญ่ หรือทำสกปรกรอบๆบริเวณนั้น อาจถูกลงโทษถึงแก่ชีวิตได้ นับได้ว่าเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยทางอ้อมอย่างหนึ่ง การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก สวรรค์ นรก เป็นต้น การสร้างประติมากรรม เช่น พระพุทธรูป การสร้างสถาปัตยกรรม เช่น โบสถ์ เจดีย์ตามยุคสมัยต่าง ๆ การแสดงออกของศิลปิน เช่น การแต่งคำประพันธ์ บทเพลง การแสดงละคร ลิเก ลำตัด 3. อิทธิพลภายนอก ความรู้ด้านวิชาการ วัฒนธรรมและรูปแบบของการดำเนินชีวิตจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยให้เหมาะสมกับยุคสมัย เช่น การใช้เครื่องทุ่นแรงมาใช้ในการเกษตร เช่น การใช้รถไถแทนการใช้ความไถนา การใช้เครื่องมือนวดข้าวแทนการนวดด้วยมือ การใช้เครื่องแยกเมล็ดฝ้ายแทนการแยกด้วยมือ การนำเครื่องยนต์มาติดตั้งกับพาหนะ เช่น การใช้เรือยนต์แทนเรือพาย การใช้รถสามล้อเครื่องแทนรถสามล้อถีบ การใช้เครื่องไฟฟ้าเข้ามาประกอบอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ การใช้กระเช้าไฟฟ้ารับส่งคนและของขึ้นลงในที่สูง การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น ฟ้าทะลายโจรอัดใส่แคปซูลใช้รักษาโรคได้ ยาสระผมว่านห่างจระเข้ผสมดอกอัญชัย ครีมนวดผมที่ทำจากประดำดีควาย สบู่สมุนไพร เครื่องดื่มที่ทำจากสมุนไพร เป็นต้น1x42.gif

57 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยรัตนโกสินทร์

57 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ 1x42.gif ในสมัยรัตนโกสินทร์นี้มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่โดดเด่นเกิดขึ้นมากมาย ที่สำคัญยังเป็นยุคสมัยแห่งการปฏิรูปทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชนชาติไทยเมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกแทนที่ด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในการปฏิวัติสยาม ปีพ.ศ. 2475 ด้วย การสร้างสรรค์ผลงานด้านภูมิปัญญาในสมัยรัตนโกสินทร์มีตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้ 1. การสร้างราชธานีโดยคำนึงถึงความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่ากรุงธนบุรีเป็นเมืองอกแตกที่มีแม่น้ำผ่ากลาง ทำให้ยากแก่การป้องกันรักษาพระนครเวลาข้าศึกบุก ในขณะที่ทางฝั่งตะวันออกเป็นทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพราะเป็นที่หัวแหลม ถ้าสร้างเมืองแต่เพียงฟากเดียว จะได้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคูเมืองทั้งด้านตะวันตกและด้านใต้ เพียงแค่ทำการขุดคลองอีก 2 ด้านก็จะได้คูเมืองทั้ง 4 ทิศ นับเป็นกำแพงเมืองธรรมชาติสำหรับตั้งรับข้าศึกศัตรูในภาวะสงครามได้เป็นอย่างดี 2. การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ขึ้นเป็นอารามหลวงโดยให้ชื่อว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” และโปรดเกล้าฯให้รวบรวมจารึกตำรายา ท่าฤาษีดัดตนและตำรับการนวดแผนโบราณไว้ตามศาลาราย ส่งผลให้วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามได้รับการขนานนามให้เป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิสังขรณ์วันพระเชตุพนวิมลมังคลารามอีกครั้งในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังทรงอนุญาตให้มิชชั่นนารีจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของนายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ หรือที่คนไทยเรียกว่าหมอบรัดเลย์ นำการแพทย์แบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ ซึ่งหมอบรัดเลย์ได้ทำการผ่าตัดแผนใหม่และปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราชได้โปรดเกล้าฯจัดตั้งโรงพยาบาลศิริราชขึ้นเพื่อทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยไข้ โดยมีทั้งแพทย์แผนโบราณของไทยและแพทย์ฝรั่งร่วมทำการรักษาด้วย 3. การสร้างพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงระดมช่างฝีมือซึ่งหลงเหลืออยู่ในเวลานั้นมาสร้างพระราชวังใหม่ที่ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นศูนย์กลางราชธานีโดยให้เป็นไปตามแบบของกรุงศรีอยุธยายุครุ่งเรือง อีกทั้งยังมีพระราชดำริให้สร้างพระอารามในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทยด้วย 4. ความเฟื่องฟูทางวรรณกรรมและศิลปกรรม รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองของศิลปะรัตนโกสินทร์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นกษัตริย์ผู้ทรงใฝ่พระทัยในงานศิลปะ ทั้งทางด้านวิจิตรศิลป์และวรรณคดี นอกจากพระองค์จะทรงสร้างและบูรณะวัดวาอารามจำนวนมากแล้ว ยังทรงพระอัจฉริยภาพในทางกวี โดยเฉพาะการแต่งบทละครทั้งละครในและละครนอก พระราชนิพนธ์ชิ้นสำคัญของพระองค์ ได้แก่ บทละครเรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ ซึ่งทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้ นอกจากจะทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นองค์อุปถัมภ์บรรดาศิลปินและกวีด้วย ยุคนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่กวีนิพนธ์เจริญรุ่งเรืองสูงสุด สำหรับกวีเอกคนสำคัญในรัชกาลของพระองค์ก็คือพระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่คนไทยทั่วไปเรียกว่าสุนทรภู่ 5. การปฏิรูปการเมืองการปกครองแผ่นดิน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราชถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทย เนื่องจากพระองค์ได้ทรงปฏิรูปสังคมขนานใหญ่ ตั้งแต่ทรงยกเลิกระบบทาสและการเกณฑ์แรงงานไพร่ และหันมาใช้ระบบการเก็บภาษีรัชชูปการแทน นอกจากนี้ยังทรงปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคด้วยการยกเลิกระบบหัวเมืองแบบเก่า อันได้แก่ หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอกและเมืองประเทศราช โดยเปลี่ยนเป็นการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลแทน ระบบมณฑลเทศาภิบาลดังกล่าวส่งผลให้สยามกลายเป็นรัฐชาติที่มีเขตแดนชัดเจนแน่นอน และมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

56 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย

56 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย 1x42.gif การสร้างสรรค์ผลงานด้านภูมิปัญญาในสมัยสุโขทัยมีตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้ 1. การใช้หลักธรรมและคติความเชื่อทางพุทธศาสนาควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม การปลูกฝังนิสัยของคนไทยในสมัยสุโขทัยให้มีศีลธรรมเพื่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมอาศัยประโยชน์จากการประยุกต์หลักคำสอนในพุทธศาสนา เช่น การนำเรื่องราวในหนังสือไตรภูมิพระร่วงซึ่งเป็นวรรณกรรมปรัชญาชิ้นแรกของไทยที่พระราชนิพนธ์โดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพระยาลิไทมาสอนจริยธรรมให้คนทำดีและเกรงกลัวต่อบาป 2. การประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมาใช้เป็นแบบฉบับของตนเอง อักษรไทยที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในปีพ.ศ. 1826 ที่เรียกว่า “ลายสือไทย” เป็นภูมิปัญญาการเขียนอักษรไทยเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัด อักษรหราหมีและอักษรคฤนห์ นอกจากนี้พ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังได้ใช้ลายสือไทยบันทึกเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ ตลอดจนการเมืองการปกครอง สภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้นในศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกด้วย 3. การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรม ในสมัยนี้เริ่มมีการนำศิลาแลงมาสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ เช่นที่พบเห็นในกำแพงเมืองชั้นในของเมืองศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ยังค้นพบการผสมตะกั่วลงไปในสำริดเพื่อทำให้โลหะหลอมได้ง่ายขึ้น และทำให้วัตถุที่หล่อมีคุณภาพเพียงพอสำหรับทำภาชนะ เครื่องประดับและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีรูปร่างซับซ้อนได้ ยกเว้นประติมากรรมพระพุทธรูปสำริด ซึ่งไม่นิยมผสมตะกั่วลงไปเพราะต้องการสร้างให้แข็งแกร่งทนทาน 4. การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ชาวสุโขทัยได้ใช้ภูมิปัญญาในการแก้ไขข้อจำกัดทางธรรมชาติและสภาพภูมิประเทศด้วยการสร้างระบบชลประทาน โดยมีการชักน้ำจากที่สูงทางด้านตะวันตกของสุโขทัยด้วยการสร้างแนวคันดินเพื่อทำหน้าที่บังคับทิศทางของน้ำให้ไหลจากหุบเขามาสู่คูเมืองและสระน้ำในเมือง แนวคันดินสำหรับเบี่ยงเบนทิศทางของน้ำนี้เรียกว่า “ทำนบพระร่วง” หรือที่นักวิชาการหลายท่านเรียกชื่อว่า “สรีดภงส์” ตามชื่อที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 นอกจากนี้ยังมีการสร้าง “ตระพัง” หรือสระสำหรับเก็บน้ำ น้ำที่ถูกชักไปตามคลองส่งน้ำและลำเลียงไปสู่กำแพงเมืองเก่าจะไหลเข้าสู่สระตระพังเงินสระตระพังทองเพื่อใช้สอยในเมืองและพระราชวังในสมัยสุโขทัย 5. การเคลือบเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย ในสมัยสุโขทัยมีการปั้นภาชนะด้วยดินเหนียวหรือดินขาว ก่อนนำไปเผาในเตาอุณหภูมิสูงและเคลือบให้สวยงาม ซึ่งเรียกว่า “เครื่องสังคโลก” สีของเครื่องเคลือบมักเป็นสีเขียวไข่กามีสีน้ำตาลบ้างประปราย หลักฐานเตาเผาที่ถูกค้นพบเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าในสมัยสุโขทัยได้มีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ใช้สอย และเพื่อค้าขายในชุมชนและหัวเมืองใกล้เคียงด้วย การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยอยุธยา การสร้างสรรค์ผลงานด้านภูมิปัญญา ในสมัยอยุธยา มีตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้ 1. การสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นศูนย์รวมอำนาจ การที่อยุธยาติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของชนชาติอื่น และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนในสมัยนั้น อยุธยาได้นำรูปแบบการปกครองแบบเทวราชาที่เชื่อว่ากษัตริย์คือสมมุติเทพหรือเทพเจ้าจุติลงมาปกครองประชาชนมาจากเขมรซึ่งรับต่อมาจากอินเดีย การปกครองแบบนี้จะให้ความสำคัญและอำนาจในการปกครองบ้านเมืองกับกษัตริย์อย่างมาก 2. การแต่งแบบเรียนสำหรับคนไทย พระโหราธิบดีในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแต่งหนังสือจินดามณีให้ชาวอยุธยาใช้ในการศึกษาภาษาไทยเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ จินดามณีถือเป็นหนังสือแบบเรียนสำหรับคนไทยเล่มแรกในประวัติศาสตร์ 3. การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย บรรดาหมอหลวงในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ร่วมกันรวบรวมตำรับยาต่างๆทั้งไทยและเทศขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติการแพทย์ไทยซึ่งเรียกว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ซึ่งตำราเหล่านี้ยังตกทอดมาถึงทุกวันนี้ 4. ความเฟื่องฟูทางศิลปกรรมแขนงต่างๆ ในสมัยอยุธยามีการสร้างสรรค์งานศิลปะในหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรมหรือประณีตศิลป์ ตัวอย่างศิลปะยุคนี้ ได้แก่ พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง จิตรกรรมฝาผนังโบสถ์และวิหาร งานเครื่องไม้จำหลัก งานปูนปั้น การทำลายรดน้ำ งานประดับมุก รวมไปถึงงานเขียนลวดลายเครื่องเบญจรงค์ การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยธนบุรี สมัยธนบุรีเป็นช่วงเวลาสั้นเพียง 15 ปีเท่านั้น ศิลปกรรมต่างๆที่สร้างขึ้นคงเป็นไปตามแบบอย่างของอยุธยา จึงผนวกรวมเข้าไว้ในศิลปวิทยาการสมัยอยุธยา1x42.gif

55 ภูมิปัญญาไทย

55 ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาไทย 1x42.gif ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทยได้ศึกษา เก็บรวบรวมความรู้ และจัดเป็นองค์ความรู้ ปรับปรุง พัฒนา ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลดีงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ นำไปแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน หมายถึง สิ่งที่แสดงความรู้ ความคิด และการกระทำของบรรพบุรุษของเรา เพื่อที่จะดำรงชีวิตรอดอย่างมีความสุข ภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขา ดังนี้ สาขาเกษตร สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม สาขาแพทย์แผนไทย สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาขาภาษาและวรรณกรรม สาขาศิลปกรรม ศาสนาและประเพณี สาขาการจัดการองค์กร สาขาสวัสดิการ สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดังนี้ เป็นเรื่องใช้ความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู้ เพื่อคงวามอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม ภูมิปัญญา เป็นแกนหลัก หรือกระบวนทัศน์ในการมองชีวิต เป็นพื้นความรู้ในเรื่องต่าง ๆ มีลักษณะเฉพาะหรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา ภูมิปัญญาในภาคต่างๆของไทย ภูมิปัญญาไทยในภาคเหนือ มีขันโตก ฟ้อน ซอ บ้านกาแล เครื่องมือดักสัตว์ เครื่องมือทำไร่ทำนา ฟ้อนผี งานแกะสลักไม้ มีการขับซอ แกะสลักช้าง การทำแหนม สืบชะตาขุนน้ำ บวชต้นไม้บวชป่า การทำไม้ ภูมิปัญญาไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยอุปนิสัยขยันขันแข็ง และสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ จิตใจผ่องใสอ่อนโยน และเวลาที่ว่างจากการทำนา จึงคิดสร้าง สรรค์งานศิลป์ในรูปแบบต่างๆ ผ้าไหมลายสวย ผ้าฝ้ายทอมือที่นับวันจะหายาก ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องจักสาน และเครื่องปั้นดินเผา ภูมิปัญญาไทยในภาคกลาง การสู่ขวัญข้าว ภูมิปัญญาในการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและชุมชน เช่นการสร้างบ้านทรงไทย ภูมิปัญญาในการปรับตัวและหลอมรวมร่วมกันระหว่างคนหลายชาติพันธุ์ เช่น งานวันไหล เป็นต้น ภูมิปัญญาแสดงออกมาทางประเพณี เช่น ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ประเพณีวิ่งควาย ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีบุญกลางบ้าน ประเพณีวันไหล และประเพณีกวนข้าวทิพย์ เกี่ยวกับการละเล่นก็มีมากมาย เช่น การแสดงโขน ลำตัด มอญซ่อนผ้า งูกินหาง การแข่งว่าวปักเป้าและจุฬา ภูมิปัญญาไทยในภาคตะวันออก ประเพณีเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น การทำบุญกองข้าว การแข่งขันวิ่งควาย ประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา เช่น ประเพณีแห่หลวงพ่อโสธร ภูมิปัญญาไทยในภาคตะวันตก ประชาชนประกอบอาชีพในการทำไร่เป็นส่วนใหญ่ รวมถึงเลี้ยงโคนม โคเนื้อตามที่ราบเชิงเขา มีการประกอบอาชีพบริการการท่องเที่ยว ภูมิปัญญาไทยในภาคใต้ เครื่องตักน้ำ, ยาสมุนไพรซาไก, การรักษากระดูก, เรือกอและ,บอกหนมจีน, เหล็กไฟตบ, พิธีไหว้แม่ย่านางเรือ,ภูมิปัญญาในด้านการแสดง เช่น โนราห์ หนังตะลุง การแสดงชาวมุสลิม 1x42.gif

54 การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

54 การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย 1x42.gif การอนุรักษ์วัฒธรรมไทยนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนไทยทุกคนมีวิธีการ ดังนี้ 1. ศึกษา ค้นคว้า และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งที่มีการรวบรวมไว้แล้วและยังไม่ได้ศึกษา เพื่อทราบความหมาย และความสำคัญของวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นมรดกของไทยอย่างถ่องแท้ ซึ่งความรู้ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต เพื่อให้เห็นคุณค่า ทำให้เกิดการยอมรับ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ต่อไป 2. ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและของท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ อย่างเหมาะสม 3. รณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสำคัญ ของวัฒนธรรมว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้การรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานการบริการความรู้ วิชาการ และทุนทรัพย์สำหรับจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม 4. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการใช้ศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน 5. สร้างทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่เสริมสร้าง ฟื้นฟู และการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของชาติ และมีผลโดยตรงของความเป็นอยู่ของทุกคน 6. จัดทำระบบเครื่อข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ สามารถเลือกสรร ตัดสินใจและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตทั้งนี้สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย 7.การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ 8.การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบและรอบด้าน แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ 1x42.gif

53 วิถีการดำเนินชีวิตในสมัยสุโขทัย

53 วิถีการดำเนินชีวิตในสมัยสุโขทัย วิถีการดำเนินชีวิตในสมัยสุโขทัย 1x42.gif 1. ด้านการเมืองการปกครอง ในช่วงแรกผู้ปกครองสุโขทัยมีความไกล้ชิดกับประชาชน เหมือนพ่อปกครองลูก สำหรับการปกครองแบบพ่อกับบกับนี้ ประชาชนจะนับถือพระเจ้าแผ่นดินเหมือนเป็นอย่างบิดา พ่อปกครองครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมกันเป็นบ้านอยู่ในปกครองของพ่อบ้าน ผู้อยู่ในปกครอง เรียกว่า ลูกบ้าน หลายบ้านรวมกันเป็นเมืองถ้าเป็นเมืองขึ้นอยู่ในความปกครองของพ่อเมือง ถ้าเป็นประเทศราชเจ้าเมืองเป็นขุนหลายเมืองรวมกันเป็นประเทศที่อยู่ในความปกครองของพ่อขุน ข้าราชการในตำแหน่งต่าง ๆ เรียกว่าลูกขุน 2. ด้านเศรษฐกิจ ชาวบ้านประชาชน มีอิสระภาพในการประกอบอาชีพ ในด้านต่างๆ เช่น การทำเกษตรกรรม ค้าขาย มีการใช้เงินพดด้วงและเบี้ยในการแลกเปลี่ยนกัน 3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม สังคมในสมัยนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื่องจากประชากรมีจำนวนน้อย ชนชั้นต่างๆแบ่งออกเป็น ชนชั้นปกครองได้แก่ พระมหากษัตริย์ ขุนนาง และผู้ถูกปกครอง คือ ราษฎร ทาส และพระสงฆ์ ชาวสุโขทัยนั้นมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้มีการสร้างวัดวาอาราม พระพุทธรูปจำนวนมาก มีการแต่งวรรณกรรมด้วย คือ ไตรภูมิพระร่วง นั่นเอง ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญในสังคมเพราะประชาชนหันเข้าหาศาสนาเพื่อแก้ปัญหาทุก ขณะเดียวกันตัวแทนของศาสนาคือพระ วิถีการดำเนินชีวิตในสมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น 1. ด้านการเมืองการปกครอง ในสมัยอยุธยาได้รับคติการปกครองแบบสมมติเทพมาจากเขมรที่ผู้ปกครองเปรียบดังเทพเจ้า จึงมีข้อปฏิบัติตามกฎมณเฑียรบาลที่ทำให้ผู้ปกครองมีความแตกต่างจากประชาชน เช่น การใช้ราชาศัพท์ การมีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับราษฎรจึงห่างเหินกัน 2. ด้านเศรษฐกิจ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองและยังชีพอยู่ได้ ราษฎรสามารถผลิตสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันใช้เองในครัวเรือน ผูกขาดโดยพระคลังสินค้า สินค้าของตะวันตกส่วนใหญ่ขายได้เฉพาะสินค้าบางประเภท เช่น อาวุธปืน กระสุนปืน และสินค้าฟุ่มเฟือยที่ใช้ในราชสำนักหรือสำหรับกลุ่มที่มี การจัดระบบภาษีอาการและระบบเงินตรา 3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม สังคมไทยสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีจากเขมร อินเดีย มอญ จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย อาหรับ ยุโรป เช่น การกำหนดชนชั้นของคนในสังคม กฎหมาย ประเพณี พระราชพิธีและธรรมเนียมในราชสำนัก วิถีการดำเนินชีวิตต่าง ๆ เช่น การดื่มชา การใช้เครื่องถ้วยชาม เครื่องเคลือบ การปรุงอาหาร และขนมหวาน ประชาชนมีประเพณีในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น การเกิด การอุปสมบท การแต่งงาน การตาย และประเพณีเกี่ยวกับสังคม วิถีการดำเนินชีวิตในสมัยการปฎิรูปประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 1.ด้านการเมืองการปกครอง ในรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยได้ถูกคุกคามจากภัยการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิตะวันตก ทำให้พระมหากษัตริย์ไทยต้องดำเนินนโยบายทางด้านการต่างประเทศอย่างรอบคอบ รัชกาลที่ 5 ทรงแก้ไขปัญหาโดยใช้นโยบายการผ่อนหนักเป็นเบา 2.ด้านเศรษฐกิจ ในรัชกาลที่ 4 ไทยได้มีการทำสัญญาเบาว์ริงกับประเทศอังกฤษโดยไทยเสียเปรียบอย่างมากแต่ต้องยอม เนื่องจากเกรงอิทธิพลของอังกฤษ ทำให้เศรษฐกิจเป็นระบบการค้า มีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินจากพดด้วงมาเป็นเหรียญกษาปณ์และธนบัตร ลดการเก็บภาษาจากร้อยละ 10เหลือ ร้อยละ 3 3.ด้านสังคมวัฒนธรรม ในรัชกาลที่ 4 อนุญาตให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานเข้ารับราชการ ให้เสรีภาพแก่สตรีที่บรรลุนิติภาวะในการเลือกคู่ครองโดยพ่อแม่จะบังคับไม่ได้ ห้ามพ่อแม่ขายบุตรเป็นทาส ห้ามสามีขายภรรยาเป็นทาสโดยเจ้าตัวไม่สมัครใจ . ประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า โปรดให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเพื่อเป็นของที่พระมหากษัตริย์พระราชทาน เป็นบำเหน็จรางวัลแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการไทย และชาวต่างประเทศ ทรงเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา โดยพระองค์ทรงร่วมเสวยด้วย สมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ถึงปัจจุบัน 1.ด้านการเมืองการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 2.ด้านเศรษฐกิจ เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งแรก มุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเป็นสำคัญ 3.ด้านสังคมวัฒนธรรม ไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นจำนวน 18 ฉบับ วัฒนธรรมส่วนใหญ่รับแบบอย่างมาจากประเทศตะวันตก 1x42.gif

52 สภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย

52 สภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย สภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย 1x42.gif 1. ลักษณะของภูมิประเทศ การสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยจะขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคโดยในภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ประชาชนก็มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับที่สูง เช่น การสร้างบ้านเรือนอยู่บนที่สูง ประกอบอาชีพบนที่สูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบสูงจะเป็นวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับที่ราบสูง เช่น การปลูกพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย การเลือกทำเลในการสร้างชุมชนบนโคกใกล้แหล่งน้ำ ส่วนภาคกลางที่เป็นเขตราบลุ่มแม่น้ำ วัฒนธรรมของประชาขนก็จะสัมพันธ์กับพื้นที่ราบลุ่ม เช่น การแข่งเรือ การทำนา การประมงน้ำจืด ส่วนพื้นที่ในเขตภาคใต้ที่เป็นสันเขาบริเวณตอนกลางของภาคแล้วลาดเอียงไปทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเป็นชายฝั่งทะเลที่ยาว วัฒนธรรมของประชาชนก็จะสัมพันธ์กับทะเล เช่น การประมงทะเล การมีภาษาพูดที่เร็ว 2. ลักษณะของภูมิอากาศ วัฒนธรรมของไทยจะมีความสัมพันธ์กับลักษณะของภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง เช่น ในพื้นที่ที่มีลักษณะอากาศที่หนาวเย็น ในภาคเหนือของไทย ประชาชนก็มีการสวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่หนาเพื่อป้องกันอากาศหนาว รับประทานอาหารที่มีไขมัน การสร้างบ้านเรือนที่มีประตูหน้าต่างมิดชิดเพื่อป้องกันอากาศหนาว ส่วนในเขตที่มีอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกของไทย ประชาชนก็จะมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการปรับตัวให้เหมาะสม เช่น การเป็นผู้ที่มีความอดทนต่อความลำบาก การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า มีประเพณีบุญบั้งไฟ การแห่นางแมวเพื่อขอฝน การสร้างบานเรือนทรงสูงเพื่อให้สามารถระบายอากาศได้ดี ในภาคใต้ที่มีฤดูฝนที่ยาวนานถึง 8 เดือน ในรอบ 1 ปี ประชาชนก็จะมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น การสร้างบ้านชั้นเดียวที่มีหลังคาทรงสูง มีความลาดเอียงเพื่อให้สามารถระบายน้ำฝนได้ดี การประกอบอาชีพทำสวนยาง 3. ความศรัทธาในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ของไทยนับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นคนไทยจึงยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมด้านต่างๆของไทย จึงมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น การสืบทอดและการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม คุณค่าของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยดังกล่าวมาแล้ว เปรียบเสมือนสายใยของความผูกพันที่ส่งต่อจากบรรพบุรุษมายังคนรุ่นหลัง แต่ความผูกพันที่แสดงถึงความเป็นไทยนี้กำลังจะถูกลบเลือนไปในกระแสโลกาภิวัตน์ สุนทรียภาพอันเกิดจากภาษาดัดแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียน เช่น เวลาพูดใช้ภาษาไทยคำภาษาต่างชาติคำ หรือการตัดพยางค์เพื่อให้คำสั้นลง ความไพเราะเพราะพริ้งของดนตรีของไทยถูกแทนที่ด้วยบทเพลงและเครื่องดนตรีสมัยใหม่ วัฒนธรรมที่ดีงามถูกครอบงำจากธุรกิจทุนนิยมภายใต้ชื่อใหม่ว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ความเอื้ออาทร ความห่วงใย และความปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข ด้วยเหตุนี้ การสืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยเพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ สำหรับวิธีการที่ควรกระทำคือ 1. ปลูกฝังและถ่ายทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนเพื่อให้ตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาไทย เช่น เพลงไทยเดิม การละเล่น การดนตรี เป็นต้น 2. รณรงค์เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้แก่คนไทยได้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 3. สนับสนุนและส่งเสริมงานพิพิธภัณฑ์ระดับท้องถิ่น เพื่อการอนุรักษณ์และพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่น 4. ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้ามาเป็นสถาบันหลักในการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมไทย 5. หลักสูตรของสถานศึกษาในทุกระดับต้องกำหนดให้มีการเรียนการสอนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยเพื่อแสดงความเป็นไทย 6. ส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยเมาประยุกต์กับการตลาดเพื่อการผลิตและการเผยแพร่ให้นานาประเทศได้รู้จักภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยอย่างกว้างขวาง 1x42.gif

51 การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างทางสังคมของไทย

51 การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างทางสังคมของไทย การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างทางสังคมของไทย 1x42.gif การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างทางสังคมของไทยครั้งสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เนื่องจากเป็นภาวะที่ประเทศไทยกำลังประสบกับภัยคุกคามจากชาติตะวันตก การปฏิรูปสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 1. การเลิกไพร่ เป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคม โดยตราพระราชบัญญัติทหารเพื่อเปิดรับทหาร เนื่องจากเกรงว่าเมื่อประกาศเลิกไพร่แล้วจะมีทหารน้อยลง 2. การเลิกทาส ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการประกาศพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสไทย พ.ศ. 2417 การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมวัฒนธรรมไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในปีพุทธศักราช 2475 ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์นั้น สังคมไทยได้ก้าวสู่ความเป็นอารยะตามแบบตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญ ที่ปรากฏอยู่ในรูปของวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง รถไฟ ไฟฟ้า ประปา เขื่อนชลประทาน โรงพยาบาล ระบบการสื่อสารคมนาคม ที่ทำการรัฐบาล ห้างร้าน และตึกรามบ้านช่อง ตลอดจนเครื่องใช้อันทันสมัย อันมีเจ้านายและชนชั้นสูงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่วนชาวบ้านสามัญชนเป็นผู้ตาม นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงในขนบธรรมเนียมบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองระบบใหม่ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลต้องติดต่อกับชาติอื่น ๆ ทั่วโลก จึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไทยให้เป็นสากลและสอดคล้องกับความเป็นไปของโลก แต่ให้คงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ที่เด่นชัดในสมัยนั้นก็คือ เรื่องการแต่งกายในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีบัญญัติเรียกว่า รัฐนิยม ซึ่งแสดงนโยบายของประเทศว่าต้องการให้ประชาชนคนไทยรักหวงแหนและภูมิใจในความเป็นไทย เช่น ให้ข้าราชการแต่งเครื่องแบบตามที่กำหนด ห้ามสวมกางเกงแพร ให้ทักทายกันด้วยคำว่า สวัสดี เป็นหลักเพราะถือว่าเป็นคำที่ดี ไพเราะ และมีความหมายอันเป็นมงคล สรุปที่สำคัญได้ดังนี้ ค่านิยมให้ความสำคัญด้านวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ รับวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตจากชาติตะวันตกทุกด้าน ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน การจัดการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพเป็นสำคัญ สังคมไทยขยายขนาดเป็นสังคมเมือง เกิดปัญหาด้านสังคมเพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกคนต้องแก่งแย่งกันทำมาหากิน 1x42.gif

50 พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์

50 พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ 1x42.gif สภาพสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่มีลักษณะโครงสร้างไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยาและธนบุรี องค์ประกอบของสังคมไทยประกอบด้วยสถาบันต่างๆ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ ไพร่ และทาส ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การทำนุบำรุงและฟื้นฟูทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และการทำนุบำรุงก็กระทำโดยวิธีรักษารูปแบบเดิมไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ผสมผสานเข้าไปด้วย ทำให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยในยุคนี้เจริญรุ่งเรืองมากสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๓๕) ศิลปวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สะท้อนความเจริญของบ้านเมือง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้นำทุกยุคทุกสัยให้ความสำคัญ ส่งเสริม และสนับสนุน ศิลปวัฒนธรรมสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท คือ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และวรรณกรรม 1. สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้รั้บแบบอย่างมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดพระศรีสรรเพชญในสมัยอยุธยา สมัยรัชกาลที่ 1 มีการสร้างและบูรณะวัดเป็นจำนวนมาก สมัยรัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชนิยมแบบจีน เกิดสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทยกับจีน เช่น วัดยานนาวา เป็นต้น เมื่อมาถึงสมัยรัชากาลที่ 4 ไทยได้รับอิทธิพลจากตะวันตก สถาปัตยกรรมจึงมีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น พระราชวังสราญรมย์ ที่กรุงเทพ ฯ สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 พระที่นั่งอนันตสมาคม ที่กรุงเทพ ฯ สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชวังสนามจันทร์ ที่จังหวัดนครปฐม สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 2. ประติมากรรม งานประติมากรรมของไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มักเป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ไม่นิยมปั้นรูปมนุษย์แบบสมจริง จนกระทั่งได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมตะวันตก จึงเริ่มมีประติมากรรมรูปมนุษย์ตามแบบของจริงมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นรูปปั้นของกษัตริย์ และบุคคลสำคัญ เช่น อนุสาวรีย์ต่าง ๆ เป็นต้น 3. จิตรกรรม จิตรกรรม คือ ศิลปะการวาดภาพ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมักเป็นจิตรกรรมที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก หรือภาพในวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ สำหรับจิตรกรรมของชาวบ้านทั่วไปมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติและชาดกเช่นกัน แต่มักสอดคแทรกเรื่องราวของวิถีชีวิตลงไปด้วย ซึ่งสามารถพบจิตรกรรมประเภทนี้ได้ทั่วไป สมัยรัชกาลที่ 3 มีการรับอิทธิพลของศิลปะจีนอย่างมาก ส่วนสมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับอิทธิพลของตะวันตก ซึ่งจะเป็นภาพที่สมจริงคือ มี 3 มิติ ศิลปินที่สำคัญในสมัยนี้ คือ ขรัว อินโข่ง ส่วนศิลปินที่มีความสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งอิทธิพลของตะวันตกยังส่งผลต่อจิตรกรรมไทยจนถึงปัจจุบัน 4. วรรณกรรม วรรณกรรมได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกอย่างชัดเจน มีหลากหลายแนวทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น งานแปล สารคดี 1x42.gif

49 พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยอยุธยา

49 พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยอยุธยา พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยอยุธยา 1x42.gif สภาพสังคมในสมัยอยุธยา เป็นแบบระบบศักดินา ซึ่งจะเป็นตัวแบ่งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของคนในสังคม ผู้ที่มีศักดินาสูงก็จะมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบสูง ผู้ที่มีศักดินาต่ำก็จะมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบน้อยลดหลั่นกันตามศักดินาที่ได้รับ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พระราชทานศักดินาให้แก่เจ้านาย ขุนนาง และราษฎร กลุ่มคนในสังคมอยุธยาแบ่งได้ 2 ลักษณะ ดังนี้ ชนชั้นผู้ปกครอง พระมหากษัตริย์ เป็นประมุขสูงสุดของอาณาจักร เจ้านาย เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ ขุนนาง เป็นบุคคลที่ถวายตัวเข้ารับราชการ มีหน้าที่ช่วยพระมหากษัตริย์ดูแลปกครองบ้านเมือง ชนชั้นผู้ถูกปกครอง ไพร่ หมายถึง ราษฎรทั่วไป เป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคม ไพร่ที่เป็นชายต้องขึ้นสังกัดมูลนายตามกรมกองแห่งใดแห่งหนึ่ง และมีหน้าที่รับใช้บ้านเมือง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ไพร่หลวง คือ ชายฉกรรจ์ที่สังกัดอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ มีหน้าที่ทำงานรับใช้บ้านเมืองปีละ 6 เดือน ไพร่หลวงจะถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานต่าง ๆ เช่น สร้างวัด สร้างวัง ป้อมปราการ และถูกเกณฑ์ไปรบยามเกิดสงคราม ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่มูลนายตามศักดินา เมื่อเกิดศึกสงครามก็ถูกเกณฑ์ไปรบ ไพร่ส่วย เป็นไพร่หลวงที่ส่งสิ่งของมาแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน สิ่งของที่ไพร่ส่วยส่งมาส่วนใหญ่เป็นสิ่งของสำคัญ เช่น มูลค้างคาว ดีบุก ของป่า เป็นต้น ทาส เป็นคนที่ขาดสิทธิในแรงงานและชีวิต ไม่มีอิสระในการทำสิ่งใดต้องทำงานตามที่นายเงินสั่ง กลุ่มบุคคลในสถาบันศาสนา ได้แก่ กลุ่มพระสงฆ์ เป็นชนชั้นที่มีฐานะทางสังคมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมืองโดยตรง อาจถือได้ว่า พระสงฆ์มีสถานภาพใกล้เคียงกับชนชั้นมูลนาย เพราะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและการเสียภาษีให้แก่รัฐ พระสงฆ์ได้รับการยกย้องให้เป็นผู้นำและเป็นที่พึ่งทางใจของชุมชน และมีบทบาทเชื่อมประสานระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 1x42.gif

48 ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยธนบุรี -รัตนโกสินทร์

48 ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยธนบุรี -รัตนโกสินทร์ ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยธนบุรี -รัตนโกสินทร์ 1x42.gif สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. ผลผลิตทางการเกษตร ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของไทยได้แก่ ข้าว อ้อย และพริกไทย ข้าวเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในลำดับที่ 5 ของสินค้าที่ส่งออกมากตามลำดับ อันได้แก่ น้ำตาล ฝ้าย ไม้หอมและดีบุก ข้าวถือ น้ำตาล เรื่องการผลิตน้ำตาลจากอ้อยนั้น ไทยสามารถผลิตน้ำตาลจากอ้อยได้ ตั้งแต่ต้นสมัยรัชกาลที่ 2 แล้ว พริกไทย มีการส่งออกพริกไทยไปยังประเทศจีนประมาณปีละ 60,000 หาบ 2. ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทำรายได้ให้กับแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ ไม้ แร่ธาตุและสินค้าประเภทเหล็ก 3. การจัดเก็บภาษีอากร ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-2 การจัดเก็บภาษีอากรยังคงมีลักษณะเหมือนกับสมัยอยุธยา ภาษีอากรที่เรียกเก็บในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้แก่ อากรสุรา อากรบ่อนเบี้ย อากรขนอนตลาด อากรค่าน้ำเก็บตามเครื่องมือ อากรสมพัตสร (อากรพืชล้มลุก) อากรค่านา อากรสวน และส่วย ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 2 ประเภทของภาษีอากรประกอบด้วย จังกอบ อากร ส่วย ฤชา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการแก้ไขการเก็บภาษีใหม่ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะในสมัยนี้มีศึกสงครามกับข้าศึกภายนอกมาก ดังนั้นรัชกาลที่ 3 จึงได้ทรงตั้งภาษีอากรใหม่ถึง 38 4. สภาพการค้าขาย การค้าภายในประเทศ การค้าขายยังจัดอยู่ในขอบเขตจำกัด เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นแบบเลี้ยงตนเอง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้ตกลงทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษในปี 2398 สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาริง อังกฤษมีสิทธิตั้งกงสุลคอยดูแลผลประโยชน์และตั้งศาลกงสุลเพื่อชำระความคนในบังคับของอังกฤษ ให้สิทธิการค้าเสรีแก่คนในบังคับอังกฤษทั่วทุกเมืองท่าของไทย และอาจจะเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ภายในเขต ไมล์จากกำแพงเมือง ถ้าเข้ามาอยู่ในเมืองไทยครบ 10 ปี ยกเลิกการเก็บค่าระวางปากเรือ แต่กำหนดภาษีขาเข้าตามราคาสินค้าในอัตราร้อยละชัก 3 ส่วนภาษีขาออกให้เก็บเพียงครั้งเดียว และไม่เก็บภาษีฝิ่น แต่ต้องนำมาขายให้แก่เจ้าภาษีเท่านั้น และถ้าเจ้าภาษีไม่ซื้อต้องนำออกไป รัฐบาลไทยมีสิทธิห้ามส่งข้าว เกลือ และปลาออกนอกประเทศได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องแจ้งให้กงสุลทราบข่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 1 เดือน รัชกาลที่ 6 ทรงพยายามที่จะปรับปรุงทางด้านเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาแทรกซ้อนเกิดขึ้น จนมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวม ปัญหาเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 7 ถึงแม้ว่ารัชกาลที่ 7 จะพยายามแก้ไขอย่างเต็มพระสติกำลัง แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็มิได้กระเตี้ยงขึ้น จนกลายเป็นเงื่อนไขทีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในที่สุด 1x42.gif

47 ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยสุโขทัย

47 ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยสุโขทัย ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยสุโขทัย 1x42.gif ปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้สุโขทัยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าได้ มีหลายประเภทดังนี้ 1. ภูมิประเทศ สุโขทัยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบเชิงเขาซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และจับสัตว์น้ำ 2. ทรัพยากรธรรมราช สุโขทัยมีพืชพรรณธรรมชาติต่าง ๆ อย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า และแร่ธาตุต่าง ๆ 3. ความสามารถของผู้นำ กษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ปกครองกรุงสุโขทัยทรงมีพระปรีชาสามารถในการคิดริเริ่ม และดัดแปลงสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของราษฎร เช่น สร้างทำนบกั้นน้ำไว้เพื่อเก็บกักน้ำ ที่เรียกว่า ทำนบพระร่วง ส่งน้ำไปตามคูคลองสู่คูเมือง เพื่อระยายน้ำสู่พื้นที่เกษตรกรรม จึงทำให้ประชาชนมีน้ำใช้สอยอย่างเพียงพอ พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของสุโขทัย ขึ้นอยู่กับอาชีพหลักของประชาชน 3 อาชีพ 1. เกษตรกรรม สังคมสุโขทัยเป็นสังคมเกษตรกรรม อาชีพหลักของประชาชน คือ การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกจะมีทั้งการทำนา ทำไร่ และทำสวน พืชที่ปลูกกันมาก เช่น ข้าว มะม่วง หมากพลู เป็นต้น บริเวณที่ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก ได้แก่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน เนื่องจากสภาพทางธรรมราชของบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำดังกล่าวนี้ไม่เอื้ออำนวย ต่อการเพาะปลูก เพราะมีน้ำน้อยในหน้าแล้ง และเมื่อถึงฤดูน้ำจะมีน้ำปริมาณมากไหลบ่ามาท่วมขังเป็นเวลานาน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น สุโขทัยจึงรู้จักการสร้างที่เก็บกักน้ำ แล้วค่อท่อน้ำจากคูเมืองไปสู่สระต่าง ๆ เพื่อระบายน้ำไปสู่พื้นที่เกษตรกรรม ทำให้สามารถผลิตผลผลิตได้อุดมสมบูรณ์ 2. หัตถกรรม หัตถกรรมที่สำคัญของสุโขทัยส่วนใหญ่เป็นการผลิต เครื่องสังคโลก หรือเครื่องปั้นดินเผา เครื่องสังคโลกของสุโขทัยที่ผลิตได้ คือ จาน ชาม และถ้วยต่าง ๆ นอกจากนั้นยังนิยมผลิตเครื่องสังคโลกในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ซื้อ เช่น แจกัน เหยือก โถน้ำ โอ่ง ไห เป็นต้น จากหลักฐานการขุดพบซากเตาเผาเครื่องสังคโลก หรือเตาทุเรียงเป็นจำนวนมาก ทำให้สันนิษฐานได้ว่า แหล่งที่ผลิตเครื่องสังคโลกที่สำคัญมีอยู่ 2 แห่ง คือ กรุงสุโขทัย และเมืองศรีสัชนาลัย และจากการพบซากเตาเผาเครื่องสังคโลกขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเครื่องสังคโลกของสุโขทัยน่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับความ นิยมจากดินแดนต่าง ๆ ในสมัยนั้น 3. การค้าขาย การค้าขายในสมัยสุโขทัยเป็นการค้าแบบเสรี ทุกคนมีอิสระในการค้าขาย รัฐไม่จำกัดชนิดสินค้าและไม่เก็บภาษีผ่านด่าน ที่เรียกว่า จกอบ ผู้ใดอยากค้าขายอะไรก็ไม่มีการห้าม มีการค้าสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น ตลอดจนการค้าขายแร่เงินและแร่ทอง นอกจากจะมีการค้าขายภายในราชอาณาจักรแล้ว ยังมีการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับอาณาจักรต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกอาณาจักรสุโขทัยอีกด้วย เช่น เมืองหงสาวดี ตะนาวศรี ล้านนา กัมพูชา มะละกา ชวา และจีน เป็นต้น สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องสังคโบก พริกไทย น้ำตาล งาช้าง หนังสัตว์ นอแรด เป็นต้น ส่วนสินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกผ้าไหม ผ้าทอ อัญมณี เป็นต้น 1x42.gif

46 สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

46 สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 1x42.gif สิทธิและเสรีภาพพื้นฐาน มีดังนี้ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐ มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติแก่บุคคลที่มีความแตกต่างกัน สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล มีเจตนารมณ์เพื่อประกันสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายในเคหสถาน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกี่ยวกับความ รับผิดทางอาญา สิทธิในทรัพย์สิน มีเจตนารมณ์เพื่อประกันความมั่นคงในการถือครองทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ มีเจตนารมณ์เพื่อประกันเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม ความปลอดภัย สวัสดิภาพ และการดำรงชีพของคนทำงาน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน รกำหนดมิให้รัฐจำกัดเสรีภาพการแสดงออกของบุคคล เว้นแต่เพื่อความมั่นคงของรัฐ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา การได้รับการศึกษา ไม่น้อยกว่าสิบสองปีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน คุ้มครองการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การรับรู้และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การร้องทุกข์ การโต้แย้งการปฏิบัติราชการในทางปกครอง และเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ คุ้มครองประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ คุ้มครองการรวมกลุ่มเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์กรเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น คุ้มครองการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ทางการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา สิทธิชุมชน มีเจตนารมณ์เพื่อรับรองสิทธิชุมชน ชุมชนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม คุ้มครองบุคคลในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คุ้มครองบุคคลในการต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองด้วยวิถีทางที่มิชอบ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนั้น จำแนกออกได้ 3 ประเภท คือ (1) สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล (2) สิทธิและเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ และ (3) สิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมือง 1x42.gif

45 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน

45 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน 1x42.gif เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นในยุโรป พ.ศ.2457 นั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในความเป็นกลาง แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของคู่สงครามอย่างใกล้ชิด เมื่อการสงครามรุนแรงขึ้น ทรงเห็นว่าฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน จึงทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 แล้วประกาศเรียกพลทหารอาสาสำหรับกองบินและกองยานยนต์ทหารบก เพื่อส่งไปช่วยสงครามในยุโรป การส่งทหารไปรบ สาเหตุที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุเพราะเรามีกำลังน้อยเมื่อญี่ปุ่นบุกจึงไม่สามารถต่อต้านได้ และเพื่อป้องกันมิให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ผลของสงครามต่อไทย คือ ไทยต้องส่งทหารไปช่วยญี่ปุ่นรบ ได้ดินแดนเชียงตุง และสี่จังหวัดภาคใต้ที่ต้องเสียแก่อังกฤษกลับมา แต่ต้องคืนให้เจ้าของเมื่อสงครามสงบลง เกิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งให้พ้นจากการยึดครอง ไทยได้รับเกียรติเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ. 2475 สภาพการเมืองการปกครองมีการพยายามก่อการปฎิวัติ ปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ไข เนื่องจากประเทศไทยในช่วง พ.ศ.2467 – 2474 ประสบปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำตามสภาพการณ์เศรษฐกิจของโลก อันมีสาเหตุจากการที่ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้จ่ายเงินไปในการบูรณะประเทศซึ่งเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ความไม่พอใจในความแตกต่างทางฐานะด้านสังคม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อีกเรื่องหนึ่งว่าทรงแต่งตั้งเจ้านายเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาแทนพวกสามัญชน 4.ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ประเทศไทยมีมาช้านาน ให้เป็นแบบประชาธิปไตยตามแบบอย่างประเทศตะวันตก นโยบายชาตินิยมของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม มีดังนี้ ด้านการเมือง เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ด้านสังคมวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยตามชาติตะวันตก ด้านเศรษฐกิจ สร้างชาตินิยมให้กับคนไทย เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ปัญหาสังคมที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้ระเบิดออกมาหลังเหตุการณ์ขบวนการนัก ศึกษาและ กระแสประชาธิปไตย แสดงพละกำลังอย่างชัดเจน มีการสไตรค์ของกรรมการบ่อยครั้ง และเกิดการรวมตัว ของชาวนาและเกษตรกรอย่างกว้างขวางและเป็นระบบทั่วประเทศ หลังเหตุการณ์ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเวลาต่อมา 1x42.gif เขียนโดย ภัทรภร วงษ์ศรีแก้ว ที่ 04:22 ส่งอีเมลข้อมูลนี้ BlogThis! แชร์ไปที่ Twitter แชร์ไปที่ Facebook แชร์ใน Pinterest ไม่มีความคิดเห็น: แสดงความคิดเห็น บทความใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก สมัครสมาชิก: ส่งความคิดเห็น (Atom) รูป Glitter Photos [Glitterfy.com - *Glitter Photos*] คลังบทความของบล็อก ▼ 2016 (59) ▼ มกราคม (59) 59 แนวทางในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย 58 ปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย 57 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ 56 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย 55 ภูมิปัญญาไทย 54 การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย 53 วิถีการดำเนินชีวิตในสมัยสุโขทัย 52 สภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย 51 การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างทางสังคมของไทย 50 พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยธนบุรี-รัตนโก... 49 พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม สมัยอยุธยา 48 ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยธนบุรี -รัตนโกสินทร์ 47 ความเจริญด้านเศรษฐกิจ สมัยสุโขทัย 46 สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 45 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน 44 การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย สมัยกรุงธนบุรีและกร... 43 การพัฒนาและเสื่อมอำนาจของอยุธยา 42 การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา 41 พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครองของสุโขทัย 40 ปัจจัยในการตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย ในสมัยสุโขทั... 39 อาณาจักรโบราณในประเทศไทย 38 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย 37 สหภาพยุโรป 36 ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 35 องค์การของสนธิสัญญาซีโต้ 34 องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ 33 องค์การนาโต้ 32 องค์การสหประชาชาติ 31 การจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ 30 ปัญหาสงครามในอัฟกานิสถาน 29 ความขัดแย้งทางศาสนา 28 มูลเหตุของการทำสงครามสหรัฐ-อิรัก 27 เหตุการณ์ 11 กันยายน 2011 26 การก่อการร้าย 25 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 2 24 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 23 ลัทธิชาตินิยม 22 อิทธิพลของนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ที่นำไปสู่การปฏิ... 21 การปฎิวัติฝรั่งเศส 20 กฎบัตรแมกนา คาร์ตา 19 สาเหตุการประกาศอิสรภาพของอเมริกา 18 สงครามครูเสด 17 สงครามเย็น 16 สงครามโลกครั้งที่ 2 15 สงครามโลกครั้งที่ 1 14 การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมโลก 13 การปฏิวัติอุตสาหกรรม 12 การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ 11 ยุคแห่งการสำรวจและการค้นพบ เป็นส่วนหนึ่งของลัทธ... 10 การแบ่งยุคประวัติศาสตร์ไทย 9 การแบ่งยุคประวัติศาสตร์ของอินเดีย 8 การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของจีน 7 อารยะธรรมตะวันตก 6 ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 5 ความสัมพันธ์ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล 4 หลักฐานและองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ไทย 3 ประวัติศาสตร์กับเวลา 2 วิธีการทางประวัติศาสตร์ 1 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพลง นาฬิกา เกี่ยวกับฉัน ภาพถ่ายของฉัน ภัทรภร วงษ์ศรีแก้ว ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน <*p style="text-align:center;margin:0;padding:0;"> เทมเพลต Simple. ขับเคลื่อนโดย Blogger.

44 การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

44 การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ 1x42.gif รัชกาลที่ 1 ทรงฟื้นฟูระบบสังคมและการเมืองของราชอาณาจักรอยุธยา ทรงออกประมวลกฎหมายใหม่ ทรงฟื้นฟูพิธีในราชสำนัก และทรงบัญญัติวินัยสงฆ์ การปกครองแบ่งเป็นหกกรม โดยในจำนวนนี้ สี่กรมมีหน้าทีปกครองดินแดนโดยเฉพาะ กรมกลาโหมปกครองทางใต้ กรมมหาดไทยปกครองทางเหนือและตะวันออก กรมพระคลังปกครองดินแดนที่อยู่ทางใต้ของพระนคร และกรมเมืองปกครองพื้นที่รอบกรุงเทพมหานคร ส่วนอีกสองกรมนั้นคือ กรมนาและกรมวัง กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปราช ซึ่งเป็นพระอนุชาในพระมหากษัตริย์พม่า ซึ่งเห็นความวุ่นวาย ประกอบกับการโค่นล้มสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รุกรานสยามอีกใน พ.ศ. 2328 ฝ่ายสยามแบ่งกำลังออกเป็นหลายเส้นทาง ซึ่งกองทัพทางตะวันตกได้บดขยี้ทัพพม่าใกล้จังหวัดกาญจนบุรี นี่เป็นการรุกรานสยามใหญ่ครั้งสุดท้ายของพม่า พ.ศ. 2345 พม่าถูกขับออกจากล้านนา พ.ศ. 2335 สยามยึดครองหลวงพระบาง และนำดินแดนลาวส่วนใหญ่มาอยู่ใต้การปกครองโดยอ้อมของสยาม กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของสยามอย่างเต็มที่ และกระทั่งสวรรคตใน พ.ศ. 2352 พระองค์ทรงสถาปนาความเป็นเจ้าของสยามเหนือดินแดนที่ใหญ่กว่าประเทศไทยปัจจุบันอยู่มาก การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยรัชกาลที่ 1-3 พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ การจัดระเบียบการปกครองยังคงยึดถือตามแบบอย่างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีดังนี้ การปกครองส่วนกลาง มีเสนาบดีทำหน้าที่บริหารราชการ ได้แก่ สมุหกลาโหม มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ ทั้งทหารและพลเรือน สมุหนายก มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งกิจการทหารและพลเรือนเทียบเท่ากระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน เสนาบดีจตุสดมภ์ เป็นตำแหน่งรองลงมา ประกอบด้วย -กรมเวียง ดูและความสงบเรียบร้อยของราษฎรทั่วไป -กรมวัง ดูแลงานพระราชพิธีต่างๆ และการพิจารณาคดี -กรมคลังหรือกรมท่า ดูแลด้านการเงินและการต่างประเทศ -กรมนา ดูแลไร่นาทั่วราชอาณาจักร การปรับปรุงกฏหมายและการศาล กฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯให้รวบรวมและชำระกฎหมายเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และคัดลอกไว้ 3 ฉบับ ทุกฉบับประทับตราคชสีห์ ราชสีห์ และตราบัวแก้ว จึงเรียกว่ากฎหมายตราสามดวง ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้ทรงปรับปรุงการปกครอง ได้ทรงประกาศยกเลิกระบบจตุสดมภ์แล้วตั้งกระทรวงสมัยใหม่ขึ้นมา 1x42.gif

43 การพัฒนาและเสื่อมอำนาจของอยุธยา

43 การพัฒนาและเสื่อมอำนาจของอยุธยา การพัฒนาและเสื่อมอำนาจของอยุธยา 1x42.gif ความเจริญทางด้านการเมืองการปกครอง/การจัดการปกครองสมัยอยุธยาตอนต้น พ.ศ. 1893 – 1991 การจัดการปกครองสมัยอยุธยาตอนต้น ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ถึงรัชกาลพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) การปกครองที่ได้รับอิทธิพลจากเขมรและสุโขทัยในลักษณะต่อไปนี้ การปกครองส่วนกลาง จัดการบริหารแบบจตุสดมภ์ หมายถึง การที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองโดยตรง ได้แบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบเป็นกรมสำคัญ 4 กรม ปฏิบัติหน้าที่ดังนี้ กรมเวียง หรือ กรมเมือง มีขุนเวียงเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของราษฎรทั่วราชอาณาจักร กรมวัง มีขุนวังเป็นหัวหน้าดูแลรักษาพระราชวัง จัดงานพระราชพิธีต่างๆ และพิจารณาพิพากษาคดี กรมคลัง มีขุนคลังเป็นหัวหน้า รับผิดชอบด้านการเงินและการต่างประเทศทั่วราชอาณาจักร ด้านการเงินทำหน้าที่เก็บภาษีอากร กรมนา มีขุนนาเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ดูแลเรือกสวนไร่นาทั่วราชอาณาจักร และจัดเตรียมเสบียงอาหารให้เพียงพอในยามบ้านเมืองมีศึกสงคราม การปกครองส่วนภูมิภาค การจัดการปกครองส่วนภูมิภาค จัดตามแบบอาณาจักรสุโขทัย การจัดการปกครองสมัยอยุธยาตอนกลาง พ.ศ. 1991 – 2072 เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 1991 – 2031) พระองค์ทรงปรับปรุงระเบียบการปกครองใหม่ เพราะเห็นว่าการปกครองแบบเก่ายังหละหลวม กรุงศรีอยุธยาควบคุมดูแลเมืองในส่วนภูมิภาคได้ไม่ทั่วถึง มีลักษณะสำคัญสองประการ การปกครองส่วนกลาง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้มีตำแหน่ง สมุหกลาโหม รับผิดชอบด้านการทหาร สมุหนายกทำหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักรและดูแลจดุสดมภ์ พระองค์ได้ทรงกำหนดหน่วยงานระดับกรม กรมมหาดไทย มีพระยาจักรีศรีองครักษ์เป็นสมุหนายก มีฐานะเป็นอัตรมหาเสนาบดี มีหน้าที่ควบคุมกิจการพลเรือนทั่วประเทศ กรมกลาโหม มีพระยามหาเสนาเป็นสมุหพระกลาโหม มีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดี มีหน้าที่ควบคุมกิจการทหารทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ได้ปรับปรุงกรมจตุสดมภ์เสียใหม่ ให้มีเสนาบดีรับผิดชอบงานในหน้าที่ของแต่ละกรม คือ กรมเมือง มีพระนครบาลเป็นเสนาบดี กรมวัง มีพระธรรมาธิกรณ์เป็นเสนาบดี กรมคลัง มีพระโกษาธิบดีเป็นเสนาบดี กรมนา มีพระเกษตราธิการเป็นเสนาบดี การปกครองส่วนภูมิภาค สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดฯ ให้จัดการปกครองหัวเมืองในส่วนภูมิภาค ดังนี้ หัวเมืองชั้นใน จัดเป็นเมืองชั้นจัตวา ผู้ปกครองเมืองเรียกว่า “ผู้รั้ง” หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองที่อยู่ถัดจากหัวเมืองชั้นในออกไป (ซึ่งเป็นเมืองพระยามหานครในสมัยก่อน)จัดเป็นหัวเมืองชั้นตรี โท เอก ตามขนาดและความสำคัญของเมืองนั้นๆ เมืองประเทศราช มีหน้าที่ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา การจัดการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. 2072 – 2310 การจัดการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางรากฐานไว้คงใช้มาตลอด แต่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพบ้านเมืองยิ่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199 – 2231) กฎหมายใช้ปกครองเรียกว่า กฎหมายราชศาสตร์ มีกษัตริย์ปกครอง 34-35 พระองค์ และมี 5 ราชวงศ์ การเสื่อมอำนาจของอาณาจักรอยุธยา เกิดจากปัจจัยดังนี้ การขาดความสามัคคีของคนไทย การว่างเว้นจากสงครามมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความประมาท ผู้นำไม่มีความเข้มแข็ง พระมหากษัตริย์ไม่มีความสามารถในการรบ ศัตรูมีกำลังที่เข้มแข็ง ในขณะที่กำลังรบของอยุธยาอ่อนแอ การแข็งเมืองของเมืองขึ้นต่างๆ ที่ประกาศตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่ออยุธยาทำให้อยุธยาอ่อนแอ 1x42.gif

42 การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา

42 การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา 1x42.gif การที่พระเจ้าอู่ทองได้ทรงย้ายเมืองจากลพบุรีมาสร้างเมืองใหม่ที่อยุธยา เพราะมีทำเลที่เหมาะสมกว่า ในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงมีแม่น้ำลำคลองไหลผ่ายหลายสาย พื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีผลผลิตเพียงพอเลี้ยงประชาชนทั่วทั้งอาณาจักร 2. ลักษณะภูมิอากาศ ภูมิอากาศร้อน มีฝนตกสม่ำเสมอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติ มีทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิดและมีจำนวนมาก 4. ประชาชนมีผู้นำที่เข้มแข็ง เป็นแหล่งเจริญรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมมาก่อน ผู้คนหนาแน่น 5. ด้านการค้า สามารถติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างประเทศได้สะดวก 6. ด้านยุทธศาสตร์ อยุธยามีลักษณะเป็นเกาะ แม่แม่น้ำล้อมเป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติ 7. ปัจจัยด้านช่องว่างอำนาจการเมือง สุโขทัยและขอมกำลังเสื่อมอำนาจ เปิดโอกาสให้อยุธยาก่อตัวขึ้น ประวัติความเป็นมาของการก่อตั้งอาณาจักรอยุธยา การสถาปนาอาณาจักรอยุธยา กรุงศรีอยุธยาถือกำเนิด เมื่อประมาณ พ.ศ.1893 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งในขณะนั้น ได้มีอาณาจักรคนไทยอื่น ๆ ตั้งบ้านเมืองเป็นชุมชนที่เจริญอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ละโว้ (ลพบุรี) อู่ทอง (สุพรรณภูมิ) และอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งกำลังเสื่อมอำนาจลงมาแล้วในขณะนั้นแคว้นอู่ทองหรือสุพรรณภูมิ โดยในสมัยอาณาจักรอยุธยา มีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 34 พระองค์ การก่อตั้งอาณาจักรอยุธยามีใจความสำคัญดังนี้ 1. แคว้นอู่ทองเป็นชุมชนของคนไทย ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการค้นพบซากเมืองโบราณและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ในเขตตัวเมืองอู่ทอง(อยู่ริมแม่น้ำจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี) และในเขตอำเภอเมืองสุพรรณบุรี 2. ศูนย์กลางความเจริญของแคว้นอู่ทองอยู่ที่ตัวเมืองอู่ทอง จากหลักฐานที่ค้นพบ ทำให้เชื่อว่า เมืองอู่ทอง เป็นชุมชนโบราณที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (สมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษร) จนกระทั่งมีความเจริญสูงสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 - 13 และถือว่ามีอายุเก่าแก่มากกว่าเมืองโบราณที่นครปฐม 3. การค้นพบศิลปะโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยทวารวดี ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 ทำให้สันนิษฐานว่า ก่อนในช่วงดังกล่าว อาณาจักรทวารวดีมีอิทธิพลเหนือดินแดนแห่งนี้ หลังจากนั้น เมืองอู่ทอง ได้เสื่อมอำนาจและลดความสำคัญลง โดยเฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 19 เมืองสุพรรณบุรี กลับมีความเจริญเข้ามาแทนที่ 4. แค้วนอู่ทองหรือสุพรรณบุรี อาจเป็นเมืองเดิมของพระเจ้าอู่ทองก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พระเจ้าอู่ทอง ทรงพาผู้คนอพยพหนีโรคระบาดจากแคว้นสุพรรณภูมิมาสร้างเมืองใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา และต่อมาทรงตั้งให้ ขุนหลวงพะงั่ว ญาติผู้ใหญ่ของพระองค์ไปครองเมืองสุพรรณบุรีแทนแคว้นละโว้หรือลพบุรี 5. แค้วนอโยธยามีอำนาจปกครองในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจนถึงพุทธศตวรรษที่ 19 สันนิษฐานว่า พระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น ได้อพยพพาผู้คนมาตั้งเมืองใหม่ที่ หนองโสน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เดิมมากนัก สถาปนาเป็นกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 และยกฐานะ ลพบุรี ให้เป็นเมืองลูกหลวงการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี 1x42.gif

41 พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครองของสุโขทัย

41 พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครองของสุโขทัย พัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครองของสุโขทัย 1x42.gif 1. ความเจริญด้านการเมืองการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย แบ่งเป็น 2 ระยะ การปกครองสุโขทัยตอนต้น พ.ศ. 1792-1841 อยู่ในรัชสมัย รัชกาลที่ 1-3 มีลักษณะสำคัญ ดังนี้ พระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นผู้ปกครองสูงสุด พระมหากษัตริย์ทรงมีความสัมพันธ์กับราษฎรเสมือนบิดากับบุตร ลักษณะการปกครองระบบครอบครัวลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ มีการจัดการระบบการปกครองให้ครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมกันเป็นบ้าน พระมหากษัตริย์ทรงยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการบริหารบ้านเมือง ชักชวนให้ประชาชนปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก 2. การปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย พ.ศ. 1841-1981 หลังจากพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเสด็จสวรรคต อาณาจักรก็เริ่มระส่ำระส่าย พญาเลอไท ไม่อาจรักษาความมั่นคงไว้ได้ เมืองหลายเมืองแยกตัวเป็นอิสระ กฎหมายของสุโขทัย คือ กฎหมายสี่บท และลักษณะความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นแบบสัมพันธไมตรี การจัดหัวเมืองแบบกำแพงสามชั้น คือ เมืองหลวงอยู่ตรงกลางแล้วล้อมรอบด้วยกำแพงสามชั้น ชั้นที่ 1 เมืองลูกหลวง มี 4 เมือง คือ ศรีสัชนาลัย (เป็นเมืองลูกหลวงที่สำคัญที่สุด) เมืองสระหลวง เมืองนครชุม เมืองสองแคว ชั้นที่ 2 เมืองพระยามหานคร เป็นหัวเมืองชั้นนอกที่ทั้งกษัตริย์และประชาชนเป็นคนไทยที่ยอมสวามิภักดิ์กับสุโขทัย ชั้นที่ 3 เมืองประเทศราชที่ทั้งเจ้าเมือง และประชาชนเป็นชาวต่างชาติที่ยอมสวามิภักดิ์กับสุโขทัย การเสื่อมอำนาจของสุโขทัย การเสื่อมอำนาจของสุโขทัย มีสาเหตุหลัก 4 ประการ คือ 1. ความเหินห่างระหว่างพระมหากษัตริย์และราษฎร เนื่องจากประชาชนในอาณาจักรมีมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ฐานะกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเป็นบิดามาเป็นพะมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ทำให้เกิดความห่างเหินในความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น 2. ความย่อหย่อนทางด้านทหาร เนื่องจากบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนจึงอยู่อย่างร่มเย็น จึงละเลยด้านการทหารกองทัพเกิดความย่อหย่อนเป็นโอกาสให้บรรดาเมืองน้อยใหญ่แข็งข้อไม่ขึ้นกับสุโขทัย 3. การถูกตัดเส้นทางเศรษฐกิจ เมืองเมาะตะมะ เป็นเมืองท่าในการขนส่งสินค้า ต่อมาได้ตั้งตัวและแยกตัวอิสระไม่ขึ้นกับสุโขทัย ทำให้เส้นทางสุโขทัยถูกตัดขาด 4. การแตกแยกภายในเนื่องจากการแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ก่อให้เกิดจลาจลถึงขึ้นต้องยกกำลังทหารเข้าปราบปรามในตอนปลายรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 2 ต่อมาเกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงในพระราชวงศ์ จนสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 4 สุโขทัยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาอย่างถาวร 1x42.gif

40 ปัจจัยในการตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย ในสมัยสุโขทัย

40 ปัจจัยในการตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย ในสมัยสุโขทัย ปัจจัยในการตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย ในสมัยสุโขทัย 1x42.gif ปัจจัยที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานในสมัยสุโขทัยมีดังนี้ 1. กรุงสุโขทัยตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินและห่างทะเล มีแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำปิง ยม น่าน 2. ลักษณะภูมิประเทศ เป็นบริเวณที่เป็นภูเขา และที่ราบที่ลุ่มแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ 3. ลักษณะภูมิอากาศ มีความชุ่มชื้น ฝนตกสม่ำเสมอ เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน 4. ทรัพยากรธรรมชาติ 5. ประชากร มีผู้นำที่เข้มแข็ง กล้าหาญ 6. การเสื่อมอำนาจของขอม ทำให้ชาวไทยได้รวมกันกำจัดขอมและสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยได้สำเร็จ การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย เดิมเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ภายใต้การปกครองของขอม ต่อมาพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยางกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราดได้ช่วยกอบกู้เอกราชคืนมา และสถาปนากรุงสุโขทัย พ่อขุนบางกลางหาวขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย มีทั้งหมด 9 พระองค์ รัชกาลที่ 1 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง ทรงสถาปนาสุโขทัยโดยขับไล่ขอมออกไป รัชกาลที่ 2 พ่อขุนบานเมือง รัชกาลที่ 3 พ่อขุนรามคำแหง ทรงปกครองบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ดังนี้ 1. ทรงเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญในการทำศึกสงคราม 2. ทรงอุปการะเกื้อกูลเมืองที่ขอพึ่งบารมี ทรงใช้หลักธรรมในการปกครองประเทศราช ไม่ได้ใช้กำลังบังคับอย่างเดียว 3. ทรงประดิษฐ์อักษรไทย โยนำเอาภาษาขอม มอญ บาลีสันสกฤต มาประยุกต์เป็นภาษาไทย เรียกว่า ลายสือไท 4. ทรงเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภก คือ ทรงอุปถัมภ์และทะนุบำรุงพุทธศาสนา 5. ทรงเป็นนักปกครองที่เข้าถึงประชาชน คือ ราษฎรเดือดร้อนให้ไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าประตูวัง แล้วพระองค์จะเสด็จออกมาช่วยเหลือ รัชกาลที่ 4 พญาเลอไท ครองราชย์ยาวนานที่สุด ประมาณ 40 ปี ทรงฝักใฝ่ในทางธรรม ไม่ใส่พระทัยในด้านการปกครองเท่าไหร่นัก นำมาซึ่งความอ่อนแอของอาณาจักร เมืองขึ้นต่างๆแยกตัวออกเป็นอิสระ รัชกาลที่ 5 พญางั่วนำถม ปกครองในช่วงเวลาประสบกับสงครามควมแตกแยกวุ่นวายภายในอย่างหนัก รัชกาลที่ 6 พระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงปราบจลาจลได้สำเร็จ ทรงปกครองด้วยรูปแบบธรรมราชา ซึ่งนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการปกครอง ซึ่งแตกต่างกับการปกครองในแบบพ่อปกครองลูก ในสุโขทัยตอนต้น รัชกาลที่ 7 พระมหาธรรมราชาที่ 2 เป็นช่วงสุโขทัยตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยา รัชกาลที่ 8 พระมหาธรรมราชาที่ 3 เกิดการช่วงชิงอำนาจ สมเด็จพระนครอินทราธิราชแห่งอยุธยาเสด็จมาช่วยระงับจลาจลแล้วทรงแต่งตั้งพญาบาลเมืองขึ้นเป็นกษัตริย์ รัชกาลที่ 9 พระมหาธรรมราชาที่ 4 เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 4 เสด็จสวรรคต กรุงสุโขทัยรวมกับอาณาจักรอยุธยา 1x42.gif

39 อาณาจักรโบราณในประเทศไทย

39 อาณาจักรโบราณในประเทศไทย อาณาจักรโบราณในประเทศไทย1x42.gif อาณาจักรโบราณในประเทศไทยที่จารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษณ์มีดังนี้ 1. อาณาจักรทวารวดี เป็นอาณาจักรที่มีความเจริญในภาคกลาง มีความเจริญด้านพระพุทธศาสนา รวมถึงความเจริญทางด้านศิลปกรรม มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นอกจากนั้นยังมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจ โดยเป็นศูนย์กลางด้านการค้าที่สำคัญ 2. อาณาจักรละโว้ เป็นแหล่งชุมชนที่มีความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจเป็นแหล่งน้ำ มีการติดต่อค้าขายทางทะเลสะดวก ละโว้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม เรียกว่า คิลปะลพบุรี เช่น พระปรางค์สามยอด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างความเชื่อของศาสนาพุทธและฮินดู จนมีการล่มสลายเมื่อถูกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยา 3 .อาณาจักรฟูนัน เป็นอาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนสุวรรณภูมิ มีการนำความเชื่อทางศาสนา พราหมณ์-ฮินดูมาใช้ มีจุดศูนย์กลางอยู่แถบลุ่มน้ำโขงในประเทศเขมรปัจจุบัน มีการปกครองแบบเทวราชา ยกย่องพระมหากษัตริย์เป็นเทพเจ้า รวมถึงความเจริญทางด้านการค้า ความเสื่อมของอาณาจักรฟูนันเกิดจากการุกรานของอาณาจักรเจนละ 4. อาณาจักรตามพรลิงค์ ตั้งบนคาบสมุทรในภาคใต้ฝั่งตะวันออกของไทย มีนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในช่วงศตวรรษ 18 มีศาสนาพุทธ ลัทธิลังกาวงศ์เจริญและรุ่งเรืองมาก อยู่ในฐานะเมืองขึ้นของสุโขทัยนานถึง 56 ปี 5. อาณาจักรศรีวิชัย ตั้งอยู่บริเวณเกาะชวา เกาะสุมาตรา คาบสมุทรมลายู และบางส่วนของภาคใต้ในประเทศไทย กลางพุทธศตวรรษที่ 14 พระพุทธศาสนานิกายมหายาน และศิลปะศรีวิชัยได้แผ่ขยายเข้ามา 6. อาณาจักรโคตรบูร ตั้งขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเชื่อดั้งเดิม คือ นับถือผี บูชาพญานาค นับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาท 7. อาณาจักรหริภุญชัย เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา เมื่อก่อตั้งมาได้ประมาณ 632 ปี ได้ตกอยู่ในอำนาจของพ่อขุนมังรายจากเชียงราย 8. อาณาจักรโยนกเชียงแสน ตั้งอยู่บนบริเวณเหนือสุดของประเทศไทย พระเจ้าสิงหนวัติเป็นผู้สร้างเมือง มีความเจริญรุ่งเรืองด้านประติมากรรม เอกลักษณ์คือ ประติมากรรมศิลปะเชียงแสน 9. อาณาจักรล้านนา ผู้ก่อตั้งคือ พระยาเม็งราย ได้สร้างเมืองหลวงที่เมืองนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในเขตภาคเหนือในทุกด้าน 10. อาณาจักรขอม ก่อตั้งโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 โดยศูนย์กลางอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงในเขตประเทศเขมร เป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างขวางมาก รวมทั้งความเจริญด้านศาสนาผสมผสานระหว่าง ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูกับพระพุทธศาสนา

38 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย

38 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย1x42.gif 1. แนวคิดเรื่องถิ่นเดิมชนชาติไทยอยู่ในบริเวณตอนกลางของจีน 1.1ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา ผู้เริ่มแนวคิดนี้ คือศาสตราจารย์ แตเรียง เดอ ลาคูเปอรี แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาศาสตร์ของอินโดจีน สรุปว่า ชนชาติไทยมีถิ่นกำเนิดบริเวณภาคเหนือของมณฑลเสฉวน ในประเทศจีนมาตั้งแต่ 2,750 ปีก่อนพุทธศักราช และอ้างว่าในจดหมายเหตุจีน เรียกชนชาติไทยว่า ต้ามุง ซึ่งแปลว่ามุงใหญ่ แนวคิดที่ว่า ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่บริเวณตอนกลางของจีนนี้ปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการตีความจากคำในภาษาไทยจึงมีเหตุผลน้อยไป 2. แนวคิดของชนชาติไทยเป็นเชื้อสายมองโกลมีถิ่นเดิมอยู่แถบเทือกเขาอัลไต 2.1ผู้กำหนดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา แนวคิดที่ว่าไทยเป็นชาติมองโกลมาจากแนวคิดของ ดร.วิลเลียม คริฟตัน ดอดด์ มิชชั่นนารีชาวอเมริกันเข้ามาสอนศาสนาคริสต์ที่เชียงราย โดยเชื่อว่าชนชาติไทยมีเชื้อสายมองโกล ถิ่นเดิมน่าจะอยู่ในบริเวณเขตอบอุ่นเหนือเลยประเทศจีนขึ้นไป และได้เคลื่อนย้ายมาสู่ประเทศจีนตั้งอาณาจักรของตนขึ้น เรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว จีน เรียกว่า ต้ามุง ต่อมาเมื่อชาวจีนมีความเข้มแข็งได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในถิ่น ทำให้ชาวไทยอพยพไปหาที่ทำกินแหล่งใหม่ ปัจจุบันแนวคิดนี้ไม่ค่อยได้รับความน่าเชื่อถือมากนัก เนื่องจาก 1. สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเทือกเขาอัลไตเป็นทุ่งหญ้า เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ ไม่เหมาะแก่การดำรงชีพของชนชาติไทย ซึ่งถนัดการเพาะปลูก 2. การอพยพจากเทือกเขาอัลไตลงมา ต้องเดินทางเป็นระยะเวลาทางไกลมาก และต้องผ่านทะเลทรายกว้างสูงใหญ่ทุรกันดาร 3. บริเวณเทือกเขาอัลไตเป็นเขตที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ 3. แนวคิดถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในบริเวณตอนใต้ของจีน 3.1ผู้กำหนดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา ผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ ได้แก่ อาร์ชิบัลด์ รอสส์ คอลูน นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้เดินทางสำรวจดินแดนตามแนวชายแดนทางใต้ของจีนจากกวางตุ้งมาถึงมัณฑะเลย์ของพม่า แล้วเขียนรายงานเป็นหนังสือ ชื่อ Across Chryse พบว่าตามเส้นทางที่สำรวจประชาชนมีวีชีวิตและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันทั้งด้านภาษาพูด การแต่งกาย เป็นต้น ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับมากที่สุด เพราะมีหลักฐานประกอบที่น่าเชื่อถือกับธรรมชาติของการอพยพของมนุษย์ที่จะมักอพยพจากที่สูงลงมาที่ต่ำ มีสถานที่ไม่ไกลจากที่ตั้งประเทศไทยปัจจุบันมากนักประกอบกับมีความคล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมของประชาชน 4. แนวคิดถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย 4.1 ผู้กำหนดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา รูธ เบเนดิกต์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิดว่า ชนชาติไทยเป็นเชื้อชาติมลายูได้อพยพจากทางใต้ของแหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซียขึ้นไปทางเหนือจนถึงตอนใต้ของจีนแล้วจึงอพยพกลับลงมาอีกครั้งหนึ่งใน นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบุญ เสนอการวิจัยเรื่องหมู่เลือดในคนไทยลงในวารสารวิจัยแห่งชาติ หมู่เลือดของไทยคล้ายคลึงกับคนอินโดนีเซียมากกว่าจีน นอกจากนี้ได้ศึกษาความถี่ของยีน พบว่าคนไทยไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากคนจีน จึงเชื่อว่าชนชาติไทยน่าจะมีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ต่อมาจึงค่อยๆอพยพมายังกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และขึ้นเหนือไปถึงมณฑลยูนนานของประเทศจีน ความน่าเชื่อถือของแนวคิดเรื่องถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในคาบสมุทรมลายู แนวคิดที่ว่าถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในคาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซียนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ โดยมีเหตุผลและหลักฐานโต้แย้ง คือ ลักษณะการเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรมจะมีการเคลื่อนย้ายจากเหนือลงใต้ รวมทั้งหลักฐานที่ใช้ในการสนับสนุนแนวคิดเป็นหลักเฉพาะทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีความหลากหลายของหลักฐานจึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อมากนักในปัจจุบัน 5. แนวคิดถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน 5.1. ผู้กำหนดแนวคิดและหลักฐานที่ใช้ศึกษา ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญทางกายภาคศาสตร์ ซึ่งมีความสนใจงานทางด้านโบราณคดีเป็นพิเศษ เคยร่วมสำรวจโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินในเขตอำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีอายุ 4,000 ปีมาแล้ว โครงกระดูกมีความคล้ายคลึงกับโครงกระดูกของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทำให้นายแพทย์สุด แสงวิเชียร เชื่อว่าถิ่นเดิมของคนไทยไม่ได้อพยพมาจากที่ใด แต่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยในปัจจุบันนั่นเอง 5.2 ความน่าเชื่อถือของแนวคิดเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน แนวคิดเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้เพราะอาศัยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้นำหลักฐานด้านอื่นมาใช้ประกอบ ทำให้มีความน่าเชื่อถือลดลง 1x42.gif เขียนโดย ภัทรภร วงษ์ศรีแก้ว ที่ 04:15

37 สหภาพยุโรป

37 สหภาพยุโรป สหภาพยุโรป 1x42.gif สหภาพยุโรป European Union หรือ EU พัฒนามาจาก ประชาคมยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมองค์การทางเศรษฐกิจ 3 องค์การเข้าด้วยกัน คือ ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือตลาดร่วมยุโรป และประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป จัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปให้ดีขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือของประเทศสมาชิกซึ่งเป็นกลุ่มในประเทศยุโรป วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง 1. เพื่อรวบรวมระบบเศรษฐกิจ ความร่วมมือในการพัฒนาสังคม และการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว 2. เพื่อยกระดับการดำรงชีวิตของประชากรขาวยุโรปให้ดีขึ้น 3. เพื่อจัดตั้งสหภาพศุลกากรโดยการขจัดอุปสรรคต่างๆ ทางการค้าระหว่างประเทศ ก่อนเดือนมกราคม 1993 ตลาดยุโรปเป็นตลาดไร้พรมแดน และมีการใช้เงินสกุลเดียวกัน คือ เงินยุโรป EURO ซึ่งเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 ใน 13 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน โปรตุเกส เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก ไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ออสเตรีย อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และกรีก ส่วนเดนมาร์ก สวีเดน และสหราชอาณาจักร ยังคงใช้สกุลเงินของตนเองอยู่ สหภาพยุโรปประกอบไปด้วยรัฐอิสระ 27 ประเทศ เป็นที่รู้จักกันในสถานะรัฐสมาชิก: ออสเตรีย เบลเยียม บัลแกเรีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักรปัจจุบันมีประเทศสมัครเข้าเป็นสมาชิก 3 ประเทศคือ โครเอเชีย มาซิโดเนียและตุรกี สหภาพยุโรปในประชาคมโลก สหภาพยุโรปกำลังพยายามพัฒนา European Identity ในระบบความมั่นคงของภูมิภาคยุโรปทั้งโดยการพัฒนา CF SP และการปรับทิศทางองค์กรด้านความมั่นคงอื่น ๆ ในยุโรป รวมทั้งขยายความร่วมมือและบทบาทด้านความมั่นคงใน สหภาพยุโรปกำลังดำเนินการและเจรจาขยายการจัดตั้งเขตการค้าเสรีทั้งภายในและ ภายนอกภูมิภาคยุโรปอย่างมาก โดยใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศยุโรปกลางและตะวันออก และกำลังเจรจาเพื่อมีความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเมดิเตอร์-เรเนียน ละตินอเมริกา และแอฟริกาหลายประเทศ และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Trans-Atlantic Market Place เงินยูโร ยูโร เป็นสกุลเงินที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 13 ประเทศตกลงใช้ร่วมกัน เริ่มใช้วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ยูโรโซน เงินยูโรเป็นผลมาจากความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่ได้รับการพัฒนาในยุโรปมา ตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน แม้กระนั้นเงินยูโรก็ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปเหมือนกับเป็นการค้าขายสำหรับ ตลาดของยุโรป อำนวยความสะดวกในการค้าขายแลกเปลี่ยนอย่างอิสระภายในยูโรโซน โดยเงินสกุลนี้ยังได้รับการดูแลจากผู้ก่อตั้ง ให้เป็นส่วนสำคัญของโครงการของการการรวมอำนาจทางการเมืองของยุโรป เงินยูโรยังสามารถใช้ในการชำระหนี้ในอาณาเขตนอกอียูบางแห่ง ประเทศโมนาโก ประเทศซานมาริโน และนครรัฐวาติกัน ซึ่งเคยใช้ฟรังค์ฝรั่งเศส หรือลิซาอิตาลี เป็นสกุลเงินทางการ ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใช้สกุลยูโรแทน และได้รับสิทธิ์ในการผลิตเหรียญในสกุลยูโรในจำนวนเงินน้อย ๆ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะไม่ได้เป็นสมาชิกของอียู นอกจากนี้แล้วยังมี ประเทศอันดอร์รา และ รัฐมอนเตเนโกรและรัฐโคโซโว ในประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ที่สามารถใช้เงินยูโรได้ วัตถุประสงค์พื้นฐานในการจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจและการเงินยุโรป 1.เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศสมาชิก 2.เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนทั้งภายในและนอกภูมิภาค 3.เพื่อให้ทุกประเทศสามารถแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนที่เท่าเทียมกัน 4.เพื่อลดต้นทุนการผลิตและขยายความสามารถในการแข่งขันของประเทศสมาชิก 5.เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินโดยผ่านธนาคารกลางยุโรปที่จะจัดตั้งขึ้น 1x42.gif

36 ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

36 ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 1x42.gif ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีนโยบายว่าจะไม่เป็นพันธมิตรหรือต่อต้านกับขั้วอำนาจฝ่ายใด เป็นผลสืบเนื่องจากแนวคิดของนายเยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย, ญามาล อับดุลนาเซร์ อดีตประธานาธิบดีของอียิปต์ และยอซีป บรอซ ตีโต ประธานาธิบดีของยูโกสลาเวีย ดร.ซูการ์โน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีควาเมห์ เอนครูมา แห่งกานา ขบวนการนี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1995 มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้นนับถึงปี ค.ศ. 2007 จำนวน 118 ประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำนวนสมาชิกในสหประชาชาติถึง 2 ใน 3 และมีจำนวนประชากรรวม 55% ของประชากรทั้งโลก ส่วนใหญ่แล้วเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า กลุ่มโลกที่สาม กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ก่อตั้งเมื่อปี 1961 มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันของผู้นำ 5 ประเทศ ได้แก่ พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย และอินโดนีเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศในยุคสงครามเย็น หลังจากนั้น การประชุมได้ขยายวงกว้างออกไปสู่กลุ่มประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบจากการตกเป็นอาณานิคม ปัจจุบัน "นาม" (NAM) มีสมาชิก 120 ประเทศ คือ เอเชียและแปซิฟิก 39 ประเทศ แอฟริกา 53 ประเทศ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 26 ประเทศ และยุโรปตะวันออก 2 ประเทศ และมีผู้สังเกตการณ์อีก 17 ประเทศและองค์การ โดยในปี พ.ศ. 2555 อิหร่านในฐานะประเทศเจ้าภาพจะทำหน้าที่ประธานกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด(ครั้งที่ 16) จนถึงปี ค.ศ. 2015 ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เกิดจากประชุมที่บันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ค.ศ. 1955 ต่อมาได้มีการประชุมอย่างเป็นทางการที่ กรุงเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย เมื่อปี ค.ศ. 1961 มีประเทศเข้าร่วมประชุม 29 ประเทศ รวมประเทศไทยด้วย ในการประชุมครั้งที่ 2 จำนวนสมาชิก เพิ่มเป็น 47 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศยากจน หรือประเทศในโลกที่สาม มีการประชุมที่เมือง ไคโร ประเทศอิยิปต์ ครั้งที่ 10 จัดขึ้นที่ กรุงจาการ์ตา มีสมาชิกเพิ่มเป็น 108 ชาติ รวมเป็นกลุ่มที่มิได้ก่อตั้งเป็นรูปธรรมเหมือนองค์กรอื่นๆ แต่จะมีความผูกพันในด้านคุณธรรมของสมาชิกที่มีความยึดมั่นต่อกัน อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (นาม) ครั้งที่ 16 ที่กรุงเตหะราน ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555 มีผู้นำและตัวแทนจาก 50 ประเทศเข้าร่วม อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาและแนวคิดใหม่ๆ พร้อมกับเน้นย้ำว่า อิหร่านจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากเป็นบาปอันใหญ่หลวงและไม่สามารถให้อภัยได้ แต่จะไม่ละทิ้งสิทธิในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ เพราะอาวุธนิวเคลียร์ไม่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและอำนาจทางการเมือง แต่เป็นภัยต่อทั้ง 2 สิ่ง และได้กล่าวถึงโครงสร้างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ว่าไม่เป็นธรรม ไม่สมเหตุสมผล และเอื้อให้สหรัฐแสดงพฤติกรรมอันธพาลบนเวทีโลก 1x42.gif

35 องค์การของสนธิสัญญาซีโต้

35 องค์การของสนธิสัญญาซีโต้ องค์การของสนธิสัญญาซีโต้ 1x42.gif ซีโต้ South East Asia Collection Defence Treaty คือ องค์การของสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) การลงนาม ในสนธิสัญญามีขึ้น เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1954 ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จึงรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่ากติกามนิลา มีสมาชิก คือ ไทย สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส จุดประสงค์ เพื่อยับยั้งการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ มายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 ซีโต้ก่อตั้งขึ้นในระหว่างการประชุมคณะมนตรีสนธิสัญญาในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาเสียหายน้อยกว่าประเทศคู่สงครามในยุโรป ทั้งยังเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสูง และเป็นประเทศแรก ที่สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความรู้สึกว่า ตนเป็นตำรวจโลก เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งวิถีทางประชาธิปไตยและเสรีภาพ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียต ฟื้นตัว อย่างรวดเร็ว เพราะพื้นที่กว้างใหญ่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ สหภาพโซเวียตต้องการเป็นผู้นำในการปฏิวัติโลก เพื่อสถาปนาระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดังนั้น ทั้งสองอภิมหาอำนาจ จึงใช้ความช่วยเหลือที่ให้แก่ประเทศต่างๆ เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล อำนาจ และอุดมการณ์ของตน เพื่อหาประเทศที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกันมาเป็นเครื่องถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายตรงข้าม การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากอินโดจีน คือ ประเทศเวียดนาม เขมร และลาว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศส เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเขตแบ่งชั่วคราว เวียดนามเหนืออยู่ใต้การปกครองของลัทธิคอมมิวนิสต์ มีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ เวียดนามใต้ปกครองระบอบประชาธิปไตย มีโงดินห์เดียมเป็นผู้นำ (ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา) โดยให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเวลา 1 ปี เพื่อรวมเวียดนามเป็นประเทศเดียวกัน แต่การเลือกตั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเกิดการสู้รบระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาในอินโดจีน ทำให้สหรัฐอเมริกานำนโยบายล้อมกรอบการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้ในเอเซียด้วย นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาขณะนั้นประกาศอย่างแข็งขันว่าจะไม่ยอมให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัวต่อไป โดยเชื่อมั่นในทฤษฏีโดมิโนว่า ถ้าประเทศใดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ก็จะพลอยเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1954 จึงได้มีการสนธิสัญญาที่กรุงมะนิลา เพื่อจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประกอบด้วย 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ด้วยวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกับนาโต้ ซีโต้ยุบเลิกเมื่อปี พ.ศ. 2520 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของโลกได้เปลี่ยนไปมาก สหรัฐอเมริกาถอนกำลังทหารออกจาก เวียดนามใต้ และรัฐบาลที่อเมริกาสนับสนุนประสบความพ่ายแพ้ทั้งในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา และทำให้องค์การซีโต้หมดความจำเป็น ในฐานะเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้ 1x42.gif

34 องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ

34 องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ 1x42.gif สนธิสัญญาวอร์ซอ เป็นองค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคานอำนาจกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ระหว่างสงครามเย็น เป็นองค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคานอำนาจกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ระหว่างสงครามเย็น สหภาพโซเวียตโจมตีว่า องค์การนาโต้มีวัตถุประสงค์เพื่อรุกราน จึงได้ตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ ขึ้นในปี ค.ศ. 1955 ชื่อเต็มและชื่ออย่างเป็นทางการ เรียกว่า Warsaw Treaty on Friendship Cooperation and Mutual Aid or Warsaw Treaty Organization องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ มีบทบัญญัติทำนองเดียว กับข้อ 5 ของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ที่ว่า การโจมตีสมาชิกรัฐใดรัฐหนึ่ง จะถือว่าเป็นการโจมตีรัฐสมาชิกทั้งหมด และข้อ 5 ของบทบัญญัติ ยังได้ระบุถึง การบัญชาการทหารร่วมกันด้วย สนธิสัญญาวอร์ซอ ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการที่กรุงปราก ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ มีสมาชิก 7 ประเทศ คือ สหภาพโซเวียตรัสเซีย บัลแกเรีย เชโกสโลวะเกีย เยอรมนีตะวันออก ฮังการี โปแลนด์ และโรมาเนีย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมอสโก ประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย ยุคหลังสนธิสัญญาวอร์ซอ อดีตประเทศสมาชิกสนธิสัญญาวอร์ซอส่วนใหญ่ได้หันไปเข้าร่วมกับ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ โดยวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1999 ประเทศ ฮังการี เช็ค และ โปแลนด์ ได้เข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2004 บัลกาเรีย เอสโตเนีย ลัทเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนียและสโลวเกีย ก็ได้เข้าร่วมเช่นเดียวกัน กติกาของสัญญาวอร์ซอ องค์การสนธิสัญญาวอร์ซอเป็นปฏิกิริยาของกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ที่แสดงตอบโต้กลุ่ม-ประเทศเสรีประชาธิปไตย ซึ่งทำให้กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาประเทศสมาชิกหลายประเทศได้พยายามปฏิรูปการปกครองของตนเองให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จนกระทั่งปลาย ค.ศ.1991 สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลง องค์การสนธิ-สัญญาวอร์ซอจึงต้องยุติลงไปโดยปริยาย 1x42.gif

33 องค์การนาโต้

33 องค์การนาโต้ องค์การนาโต้ 1x42.gif เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2492 (ค.ศ. 1949) สหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปรวม 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอรเวย์ และโปรตุเกส ได้ร่วมกันลงนามในสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ the North Atlantic Treaty ก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ ขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2492 วัตถุประสงค์เริ่มแรกก่อตั้ง คือ เพื่อจัดตั้งระบบพันธมิตรทางทหารในการถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียต และให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในกรณีที่ประเทศสมาชิกถูกคุกคามจากภายนอก ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน นาโต้มีสมาชิก 26 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส กรีซ ตุรกี เยอรมนี สเปน เช็ก ฮังการี โปแลนด์ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย และโรมาเนีย โครงสร้างของนาโต้ องค์กรฝ่ายพลเรือน คณะมนตรีแอตแลนติกเหนือ เป็นองค์กรหลักรับผิดชอบต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของนาโต้ที่เกี่ยวกับการตีความสนธิสัญญาและการนำไปปฏิบัติ คณะมนตรีฯ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสมาชิก มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง สำนักงานเลขาธิการนาโต้ตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีหน้าที่บริหารงานทั่วไปขององค์กร รวมถึงการวางแผนนโยบาย หัวหน้า สนง. / เลขาธิการนาโต้ คนปัจจุบัน คือ นาย Jaap de Hoop Scheffer (อดีต รมว. กต. เนเธอร์แลนด์) เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2547 องค์กรฝ่ายทหาร คณะกรรมาธิการทางทหาร มีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการทหารแก่คณะมนตรีและผู้บัญชาการกองกำลังผสม ประกอบด้วยเสนาธิการทหารของทุกประเทศภาคี ยกเว้นฝรั่งเศส และไอซ์แลนด์ (ซึ่งไม่มีกำลังทหาร มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยนาโต้ได้แบ่งเขตยุทธศาสตร์ตามภูมิศาสตร์เป็น 3 เขต คือ เขตยุโรป อยู่ภายใต้การดูแลของผู้บัญชาการกองกำลังผสมยุโรป โดยมีกองบัญชาการ เรียกว่า Supreme Headquaters Allied Powers Europe ประกอบด้วยกองกำลังเคลื่อนที่เร็วจากประเทศสมาชิก ซึ่งพร้อมจะปฏิบัติการได้ทันที เขตการรับผิดชอบ คือ แอฟริกาเหนือ เมดิเตอร์เรเนียน ยุโรปกลาง และยุโรปเหนือ ยกเว้นโปรตุเกส และสหราชอาณาจักร SHAPE มีกองบัญชาการย่อยในยุโรปเหนือที่เมืองโคสชัส ประเทศนอรเวย์ ในยุโรปกลางที่เมืองบรุนส์ชุน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในยุโรปใต้ที่เมือง Naples ประเทศอิตาลี เขตแอตแลนติก อยู่ภายใต้การดูแลของ Supreme Allied Commander Atlantic เขตการรับผิดชอบตั้งแต่ขั้วโลกเหนือถึงเส้น Tropic of Cancer และจากฝั่งสหรัฐอเมริกาถึงยุโรป SACLANT มีหน้าที่หลักในการพิทักษ์เส้นทางเดินเรือในเขตแอตแลนติก ซึ่งเน้นลักษณะการปฏิบัติการกองกำลังทัพเรือแอตแลนติก มีกองบัญชาการตั้งอยู่ที่ Norfolk สหรัฐฯ เขตช่องแคบ อยู่ภายใต้การดูแลของ Allied Commander in Chief Channel – CINCHAN เขตการรับผิดชอบบริเวณช่องแคบอังกฤษ และทะเลเหนือตอนใต้ ทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันเรือพาณิชย์ในเขตประสานงานกับ SACEUR ในการป้องกันภัยทางอากาศในเขตช่องแคบ CINCHAN มีกองกำลังเรือรบอยู่ภายใต้การควบคุมเรียกว่า Standing Naval Force Channel มีกองบัญชาการอยู่ที่ Nortwood สหราชอาณาจักร 1x42.gif

32 องค์การสหประชาชาติ

32 องค์การสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ 1x42.gif องค์การสหประชาชาติ ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เมื่อประเทศสมาชิกผู้ริเริ่มก่อตั้ง 51 ประเทศ ให้สัตยาบันต่อกฎบัตรสหประชาชาติ ในการก่อตั้งสหประชาชาติเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มจากวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ผู้แทนประเทศสัมพันธมิตร ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหภาพแอฟริกาใต้ และผู้แทนของรัฐบาลผลัดถิ่น 8 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เชกโกสโลวาเกีย กรีซ ลักเซมเบิร์ก ฮอลันดา นอร์เวย์ ยูโกสลาเวีย และผู้แทนของนายพล เดอโกลด์แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้ร่วมลงนามในปฏิญญาลอนดอน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ ที่จะร่วมกันต่อต้านการรุกรานของเยอรมนี รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในทางเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1941 นาย แฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายวิลส์ตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ร่วมกันลงนามในกฎบัตรแอตแลนติก เรียกร้องให้มีสันติภาพและเคารพสิทธิของประชาชน ซึ่งคำว่า "สหประชาชาติ" เริ่มใช้เป็นครั้งแรกจากเอกสาร "คำประกาศโดยสหประชาชาติ" ที่ประเทศมหาอำนาจ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียต และจีน ได้ร่วมลงนามในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1942 ในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1943 ผู้แทนของสหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร จีน และสหรัฐอเมริกา ลงนามในปฏิญญามอสโก ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน และได้ร่วมกันประชุมเกี่ยวกับการร่างกฎบัตรสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม – วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ณ คฤหาสน์ดัมบาร์ตันโอกส์ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกันร่างข้อเสนอดัมบาร์ตันโอกส์ เพื่อเป็นโครงสร้างในการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ และเห็นชอบที่จะใช้หลักการประกันความมั่นคงร่วมกัน เป็นแนวทางการป้องกันหรือหยุดยั้งสงคราม ต่อมาวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 นายแฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายวิลส์ตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรี และโจเชฟ สตาลิน ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตร่วมประชุม ณ เมืองยัลตา แหลมไครเมีย ในสหภาพโซเวียต เพื่อพิจารณาข้อเสนอดัมบาร์ตันโอกส์ และรายละเอียดในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ โดยเรียกชื่อว่า สหประชาชาติ วันที่ 25 เมษายน – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1945 ผู้แทนจาก 50 ประเทศ ประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติร่างกฎบัตรสหประชาชาติ ณ นครซานฟรานซิสโก ซึ่งที่ประชุมได้รับรองกฎบัตรด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ และได้ร่วมลงนาม และต่อมาโปแลนด์ได้ร่วมลงนามเป็นประเทศที่ 51 โดยวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เป็นวันที่กฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ วัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เมื่อกฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ กฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติไว้ ดังนี้ 1. เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติ และ ความมั่นคงระหว่างประเทศ 2. เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชาติทั้งปวง โดยยึดการเคารพต่อหลักการแห่งสิทธิอันเท่าเทียมกัน 3. เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ในอันที่จะแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือ มนุษยธรรม และ การส่งเสริมสนับสนุนการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และ เสรีภาพขั้นมูลพื้นฐานสำหรับทุกคนโดยไม่เลือกปฎิบัติในเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือ ศาสนา 4. เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการประสานงานของประชาชาติทั้งหลายให้กลมกลืนกันในอันที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางร่วมกัน กล่าวได้ว่าองค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมาด้วย เจตนารมณ์ที่จะขจัดภัยพิบัติอันเกิดจากสงคราม ประกันสิทธิมนุษยชน ตลอดจนส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของมวลมนุษยชาติ หลักการขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้องค์การสหประชาชาติสามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ กฎบัตรสหประชาชาติได้วางหลักการที่องค์การสหประชาชาติ และ ประเทศสมาชิกจะพึงยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินการระหว่างประเทศ ดังนี้ 1. หลักความเสมอภาคในอธิปไตย รัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ 2. หลักความมั่นคงร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และ ความมั่นคงร่วมกัน ดำเนินมาตรการร่วมกัน เพื่อป้องกัน และขจัดการคุกคามต่อสันติภาพ 3. หลักเอกภาพระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ รัสเซีย และ จีน 4. หลังการไม่ใช้กำลัง และ การระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธี 5. หลักความเป็นสากลขององค์การ เปิดกว้างแก่รัฐที่รักสันติทั้งปวง 6. หลักการเคารพเขตอำนาจศาลภายใน ปัญหาใดที่ประเทศสมาชิกอ้างว่าเป็นกิจการภายใน สหประชาชาติจะไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าแทรกแซง 1x42.gif

31 การจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ

31 การจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ การจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ 1x42.gif องค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การกลางระหว่างประเทศ โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และได้สถาปนาเป็นองค์การระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นฝ่ายชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุกประเทศได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติโดยอัตโนมัติ ประเทศที่แพ้สงครามมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกขององค์การนี้ได้แต่ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาสันติภาพให้เรียบร้อยเสียก่อน ส่วนประเทศอื่น จะเข้าเป็นสมาชิกได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากการออกเสียงสองในสามของประเทศสมาชิก ส่วนสหรัฐอเมริกาแม้จะเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดตั้งองค์การนี้ไม่ได้เป็นสมาชิก เนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้สัตยาบัน องค์การสันนิบาตชาติมีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ ดูแลให้มีการปฏิบัติเป็นไปตามสนธิสัญญา ให้โลกมีสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ การดำเนินงาน มีองค์กรต่างๆทำหน้าที่และรับผิดชอบ ดังนี้ สมัชชา เป็นที่ประชุมใหญ่ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกต่างๆ มีสิทธิออกเสียงได้ประเทศละ1 เสียง คณะมนตรี ประกอบด้วยสมาชิกประเภทถาวร คืออังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลีญี่ปุ่น เยอรมนี รัสเซีย สำหรับสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกเพราะมีนโยบายไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการของประเทศยุโรป สำนักเลขาธิการ ทำหน้าที่ธุรการทั่วไป ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทำหน้าที่พิจารณากรณีพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก มี สำนักงานตั้งอยู่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ มีฐานะเป็นองค์กรอิสระแต่ขึ้นตรงต่อองค์การสันนิบาตชาติโดยตรง ข้อเสียขององค์การสันนิบาตชาติ ไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากสหรัฐอเมริกา ไม่มีกองกำลังทหารเป็นของตนเอง ประเทศสมาชิกคำนึงถึงประโยชน์ของตนมากกว่าการรักษาสันติภาพของโลก ข้อสังเกต ในการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกเพราะต้องปฏิบัติตามลัทธิมอนโร ซึ่งมีนโยบายไม่ยุ่งเกี่ยวหรือผูกพันทางการเมืองกับประเทศทางยุโรป นับเป็นความบกพร่อง ที่สำคัญที่สุดขององค์การสันนิบาตชาติ อุปสรรคขององค์การสันนิบาตชาติ อุปสรรคสำคัญที่สุดอันหนึ่งคือ ไม่มีสหรัฐอเมริการ่วมเป็นสมาชิกขององค์การด้วย สันนิบาตชาติ ประชุมกันเป็นสมัยประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1939 และหมดสภาพเป็นองค์การระหว่างประเทศลงเมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1946 ทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดได้โอนไปให้แก่องค์การสหประชาชาติ 1x42.gif

30 ปัญหาสงครามในอัฟกานิสถาน

30 ปัญหาสงครามในอัฟกานิสถาน ปัญหาสงครามในอัฟกานิสถาน1x42.gif หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายวันที่ 11 ก.ย. 2001 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังส่งผลกระทบด้านจิตวิทยา สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้น ในหมู่ชาวอเมริกัน ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยูบุชของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเดินหน้าทำสงครามกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ซึ่งมีนายโอซามา บินลาเดนเป็นผู้นำกลุ่ม เพราะเชื่อว่ากลุ่มก่อการร้ายนี้ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน กองทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร จึงเริ่มปฏิบัติการเสรีภาพยั่งยืน (Operation Enduring Freedom) โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อทำลายกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน และนำตัวนายโอซามา บิน ลาเดน และสมาชิกอัลกออิดะฮ์มาสอบสวนและลงโทษ รวมถึงการโค่นล้มรัฐบาลตอลิบาน ที่เป็นฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งปกครองประเทศในขณะนั้นลงจากอำนาจ และสร้างรัฐประชาธิปไตยในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯและพันธมิตรได้เปิดฉากทำสงครามบุกอัฟกานิสถาน ใช้เวลาไม่นานก็สามารถบุกยึดกรุงคาบุล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน และโค่นรัฐบาลตอลิบันลงได้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้นำ และนักรบกลุ่มตอลิบัน รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ และนายโอซามา บินลาเดน ได้แต่อย่างใด ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2001 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงนานาชาติ (International Security Assistance Force, ISAF) เพื่อรักษากรุงคาบูลและพื้นที่โดยรอบ ในปี 2003 นาโต้รับช่วงบัญชาการ ISAF ซึ่งกองกำลังดังกล่าวประกอบด้วยทหารจาก 42 ประเทศ โดยมีสมาชิกนาโต้เป็นแกนหลักของกำลังต่อมาในปี 2004 จึงมีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ของอัฟกานิสถานขึ้น โดยนายฮามิด คาร์ไซ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีตามระบอบประชาธิปไตยจากชาวอัฟกานิสถานในการเลือกตั้งทั่วไป ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรยังคงดำเนินต่อไปในอัฟกานิสถาน เนื่อง จาก กลุ่มนักรบตอลิบันยังคงสร้างสถานการณ์ และโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้สงครามในอัฟกานิสถานมีความยืดเยื้อ ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการสนับสนุนจากประเทศในภูมิภาคก็ลดน้อยลงด้วย จนเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการปฏิบัติการตอบโต้ขบวนการก่อการร้ายสากลของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2012 ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐได้ออกแถลงอย่างเป็นทางการว่า นายโอซามา บิน ลาเดนหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยน้ำมือของกองกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจลับ แม้ว่าผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์จะจบชีวิตลงแล้ว แต่กลุ่มตอลิบันและกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ยังคงปฏิบัติการก่อกวนสันติภาพในอัฟกานิสถานอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สหรัฐฯตั้งเป้าว่า จะสามารถถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ภายในปลายปี 2014 หลังจากเตรียมความพร้อมให้รัฐบาลของอัฟกานิสถานทั้งในด้านการฝึกกำลังพล และการสนับสนุนด้านปัจจัยอื่นๆ 1x42.gif

29 ความขัดแย้งทางศาสนา

29 ความขัดแย้งทางศาสนา ความขัดแย้งทางศาสนา 1x42.gif ความขัดแย้งทางศาสนาคือการไม่ลงรอยกัน การไม่ถูกกัน ความคิดไม่ตรงกัน ความพยายามอยากเป็นเจ้าของและความเป็นคนต่างมุมมอง ประเทศต่างๆ ในโลกจะมีการนับถือศาสนาที่แตกต่างกันไป ซึ่งในบางครั้งอาจเกิดจากการกระทบกระทั่งกันขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนจำนวนมากซึ่งเกิดมาจากความศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถือ โดยผู้ที่นับถือศาสนาอื่นคิดว่าพวกตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น โดยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางศาสนาที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งในประเทศเลบานอน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอินเดียวกับปากีสถาน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับฮินดูในศรีลังกา ปัญหาความขัดแย้งในประเทศอิรักระหว่างนิการยสุนนี่กับชีอะห์ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้นับถือศาสนาต่างๆ ในประเทศอินเดีย เป็นต้น ปัญหาความขัดแย้งในประเทศเลบานอน ประเทศเลบานอนเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงมีประชาชนหลายเชื้อชาติที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน แต่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ต่อมานักการเมืองที่นับถือศาสนาอิสลามมีอำนาจ จึงถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับชาวมุสลิมมากเกินไป จึงนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งเป็นสงครามกลางเมืองที่ยังไม่จบสิ้นมาจนถึงปัจจุบัน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน มีสาเหตุสำคัญมาจากการแย่งกรรมสิทธิ์ปกครองเหนือรัฐแคชเมียร์ ซึ่งเป็นผลมาจากในสมัยอาณานิคมที่อังกฤษ ใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองในภูมิภาคเอเชียใต้ ต่อมาเมื่อดินแดนแห่งนี้ได้รับเอกราช ก็แยกประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามไปอยู่ในประเทศปากีสถาน และบังกลาเทศ ส่วนผู้นับถือศาสนาฮินดูก็อยู่กับประเทศอินเดีย แต่ในกรณีของรัฐแคชเมียร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการที่จะไปรวมกับประเทศปากีสถาน แต่ผู้ปกครองคือมหาราชาเป็นผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงนำรัฐแคชเมียร์ไปขึ้นอยู่กับอินเดีย จึงเกิดการแย่งชิงและทำสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึง 3 ครั้ง และในปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งยังคงอยู่ โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูกับอิสลาม ปัญหาความขัดแย้งในประเทศอิรักระหว่างนิกายสุนนี่กับชีอะห์ ภายหลังจากการสิ้นสุดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรัก ที่สามารถยึดอำนาจนายซัดดัม ฮุสเซนได้แล้ว สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปจัดระเบียบทางด้านต่างๆ ในประเทศอิรักใหม่ทุกด้าน เพื่อฟื้นฟูประเทศให้กลับมามีความเจริญรุ่งเรืองดังเดิม แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม 2 นิกาย คือ นิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกับนิกายซุนนีย์ที่เป็นชนกลุ่มน้อย โดยในอดีตผู้ที่นับถือนิกายชีอะห์ ไม่ค่อยมีบทบาทในการปกครองประเทศมากนัก เนื่องจากผู้นำคือ ซัดดัม ฮุสเซน เป็นผู้ที่นับถือซุนนีย์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวชีอะห์จึงมีการเรียกร้องการมีส่วนร่วมในการปกรองประเทศมากขึ้น ทำให้ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ เกิดความไม่พอใจนำไปสู่การใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน เกิดปัญหาความวุ่นวายในอิรักมาจนถึงปัจจุบัน 1x42.gif

28 มูลเหตุของการทำสงครามสหรัฐ-อิรัก

28 มูลเหตุของการทำสงครามสหรัฐ-อิรัก มูลเหตุของการทำสงครามสหรัฐ-อิรัก 1x42.gif หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001สหรัฐฯได้ประกาศทำสงครามกับประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายอย่างเต็มรูปแบบ โดยเริ่มปฏิบัติการในอัฟกานิสถานเป็นประเทศแรก ต่อมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประกาศชัดเจนว่า ประเทศอิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ เป็นกลุ่มแกนนำแห่งความชั่วร้าย หรือ “อักษะแห่งความชั่วร้าย” โดยมีความเป็นไปได้ว่าประเทศเหล่านั้นอาจจะร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีอยู่มากมายหลายกลุ่ม สหรัฐพุ่งเป้าไปที่ประเทศอิรัก โดยให้เหตุผลว่าประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ครอบครองอาวุธที่เป็นภัยร้ายแรงมาก อีกทั้งยังให้ที่พักพิง แก่ผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลกออิดะห์ ของนาย โอซามา บิน ลาเด็น ซึ่งเท่ากับว่า อิรักมีส่วนเกี่ยวพันกับการโจมตีอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 ด้วย วัตถุประสงค์ในการทำสงครามสหรัฐ-อิรัก เมื่อ 21 มี.ค 2546 นายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศวัตถุประสงค์ในการโจมตีอิรักไว้ดังนี้ 1. ยุติการปกครองซึ่งนำโดยประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน 2. ทำลายล้างอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง 3. ค้นหาและตรวจจับตัวผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาซ่อนตัวในอิรัก 4. รวบรวมข่าวเพื่อค้นพบเครือข่ายการลักลอบการค้าอาวุธที่ทำลายล้างสูงในโลกและเครือข่ายการก่อการร้ายในอิรักและประเทศอื่นๆ 5. ยุตินโยบายการแทรกแซง และเริ่มนำความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ทั้งด้านอุปโภคบริโภคและยาให้แก่ชาวอิรัก 6. รักษาความปลอดภัยบ่อน้ำมันและทรัพยากรของชาวอิรัก เพื่อให้ชาวอิรักได้นำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และฟื้นฟูประเทศหลังจากล้มล้างรัฐบาลประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน 7. ช่วยให้ชาวอิรักมีรัฐบาลที่ไม่เป็นภัยกับประชากรเพื่อนบ้านและไม่สนับสนุนการก่อการร้าย สรุปเหตุการณ์การสู้รบในสงครามสหรัฐ-อิรัก สหรัฐเริ่มการโจมตีอิรักตามแผนยุทธการ "Operation Iraqi Freedom" เมื่อวันที่ 20 ปี ค.ศ. 2003 โดยเน้นการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงรุนแรง เพื่อสังหารผู้นำอิรัก พร้อมกับทำลายที่ตั้งทางทหาร และที่ทำการของรัฐบาล โดยให้มีผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานน้อยที่สุด หลังการโจมตีอิรักเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ทหารสหรัฐฯ ก็รุกเข้าถึงกรุงแบกแดดและยึดพื้นที่ไว้ได้ วันที่ 9 เมษายน 2003 นาย Mohammed Aldouri เอกอัครราชทูตอิรักประจำ สหประชาชาติ ยอมรับว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว โดยไม่สามารถติดต่อกับรัฐบาลอิรักที่กรุงแบกแดดได้ ประกอบกับการที่เอกอัครราชทูตอิรักในหลายประเทศ มีความสับสนเกี่ยวกับสถานภาพของรัฐบาลอิรัก จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน หมดอำนาจลงแล้ว ภายหลังจากสหรัฐอเมริกา ได้โค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม และได้เข้ายึดครองอิรักเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี ปรากฏว่าไม่พบหลักฐานตามที่ประธานาธิบดีบุชได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด คณะกรรมาธิการข่าวกรอง ของวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งขึ้นมา เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ข้อสรุป และเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐอเมริกาได้รุกรานอิรักโดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่ไม่ถูกต้อง และเป็นข้อมูลที่ไม่ชอบธรรม ที่ประธานาธิบดีบุชใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการชุดนี้ยังพบว่า สำนักข่าวกรองกลาง ไม่สามารถหาหลักฐานที่น่าเชื่อมาแสดงว่า ซัดดัมกับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ เป็นพันธมิตรกันไม่ว่าจะมองในแง่มุมใดก็ตาม 1x42.gif

27 เหตุการณ์ 11 กันยายน 2011

27 เหตุการณ์ 11 กันยายน 2011 เหตุการณ์ 11 กันยายน 2011 1x42.gif เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2554 (ค.ศ. 2001) เกิดเหตุกลุ่มผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ และเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ แล้วบังคับพุ่งเข้าชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center) ณ กรุงนิวยอร์ค ประเทศ หรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอาคารแฝดที่มีความสูง 110 ชั้น อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ โดยเครื่องบินของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11ที่ถูกจี้บังคับลำแรกพุ่งเข้าชนตึก 1 ในเวลาประมาณ 8.45 น. หลังจากนั้นเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 ที่ถูกจี้บังคับเป็นลำที่สองก็พุ่งเข้าชนตึก 2 ในเวลา 9.03 น. ทิ้งช่วงไปจากการพุ่งเข้าชนในครั้งแรกเพียง 18 นาทีเท่านั้น ตามมาด้วยการจี้บังคับเครื่องบินโดยสารของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 อีกลำหนึ่ง เพื่อพุ่งเข้าชนอาคารกระทรวงกลาโหมหรืออาคารเพนตากอนที่เป็นสัญลักษณ์ทางการทหารของสหรัฐฯ จนพังทลายยับเยิน ส่วนเครื่องบินอีกลำหนึ่งที่ถูกยึดเพื่อปฎิบัติการณ์การก่อการร้ายในครั้งนี้คือ เครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ซึ่งออกจากสนามบินนานาชาติ เมืองเนวาร์ก มลรัฐนิวเจอซี่ โดยมีเป้าหมายไปยังสนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก เมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เครื่องบินลำนี้ได้ตกลงในเขตชนบทเมืองซอมเมอร์เซ็ต มลรัฐเพนซิลวาเนีย เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ยังไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล และผลกระทบทางด้านสังคมจิตวิทยาต่อประชาชนสหรัฐฯ ที่ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวและรู้สึกถึงความไม่มั่นคงปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และทำให้นักวิเคราะห์อนาคตทั่วทั้งโลกคาดการณ์กันว่า ศตวรรษที่ 21 จะเป็นศตวรรษแห่งอาชญากรรม ข้ามชาติและการก่อการร้าย เหตุการณ์ดังกล่าว ยังสร้างความเคียดแค้นชิงชังต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นอย่างมาก จนรัฐบาลสหรัฐฯประกาศใช้มาตรการการตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งจากการสืบสวนรัฐบาลสหรัฐฯเชื่อว่าผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคือ นายโอซามา บินลาเดน ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ที่มีแหล่งกบดานในอัฟกานิสถาน รวมทั้งยังพุ่งเป้าไปที่ผู้นำกลุ่มตาลิบันในฐานะที่ให้ที่พำนักแก่ขบวนการก่อการร้ายกลุ่มนี้ที่มีเป้าหมายในการกวาดล้างอิทธิพลตะวันตกออกจากประเทศมุสลิม ในที่สุดสหรัฐอเมริกาอ้างความชอบธรรมเพื่อบุกเข้าโจมตีประเทศอัฟกานิสถาน โดยได้ทุ่มเทสรรพกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย จนทำให้เกิดสงครามในอัฟกานิสถาน ต่อมาภายหลัง เหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เป็นที่รู้จักกันในรหัสสั้นๆว่า 9/11 1x42.gif

26 การก่อการร้าย

26 การก่อการร้าย การก่อการร้าย 1x42.gif การก่อการร้าย หมายถึง .ปฏิบัติการรุนแรงที่มีการคิดและเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อสร้างอิทธิพลกดดันต่อรัฐบาลหรือขู่เข็ญต่อสาธารณะ โดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง ศาสนา หรือลัทธิความคิด และการกระทำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างที่รุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน และความปลอดภัยของสาธารณะ ..........สาเหตุของการก่อการร้าย มักเกิดจากความต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือต้องการเผยแพร่ลัทธิความเชื่อ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาลหรือประชาคมโลก รูปแบบของสงครามการก่อการร้าย ..........การก่อการร้ายจะมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ รวมถึงพลเรือน เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความหวาดกลัว ..........เพื่อดำเนินจุดมุ่งหมายต่างๆ กัน อาทิเช่น การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ภราดรภาพ สงครามศาสนา ไปจนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ..........แต่ด้วยปัจจัยทางการเงินซึ่งเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติการสงครามเต็มรูปแบบ ผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่มักไม่มุ่งเป้าหมาย ไปยังสถานที่ที่มีการวางกำลังหรือมีระบบการป้องกันหนาแน่น ..........แต่เลือกที่จะปฏิบัติต่อเป้าหมาย ที่มีระบบการระวังป้องกันหละหลวม หรือเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลาที่ไม่ได้คาดหมาย และเป้าหมายนั้นต้องเป็นเป้าหมายที่น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะขององค์กรการก่อการร้าย ..........มักเป็นกลุ่มมีขนาดเล็ก มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น จึงสามารถปฏิบัติการอย่างลับๆ ได้ง่าย และข่าวสารรั่วไหลได้ยาก ..........นอกจากนี้สมาชิกขององค์กรมักจะมีพื้นฐานความเป็นอยู่ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมในอดีตที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน จึงมีจุดร่วมที่เหนียวแน่น ทำให้ไม่เกิดความแตกแยก จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย อาจจำแนกได้หลายประการโดยอาจปฏิบัติการเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายประการเดียว หรือหลายประการรวมกันก็ได้ ได้แก่ ..........1. การทำให้เป็นที่รู้จัก สร้างความสนใจ และสร้างการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งมักเป็นจุดประสงค์เบื้องต้นเมื่อแรกตั้งองค์กรหรือกลุ่มขึ้นมา ..........2. การบีบบังคับโดยการต่อต้านนโยบายหรือการกระทำของรัฐ เพื่อให้รัฐบาลทบทวนหรือแก้ไขนโยบายบางอย่าง ..........3. การบีบบังคับโดยการต่อต้านกลุ่มหรือตัวบุคคลมากกว่านโยบาย ..........4. การสร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลตอบโต้ กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเห็นใจ และหันมาให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ..........5. การสนับสนุนการกบฏ การปฏิวัติ หรือการก่อการร้ายอื่นๆ เทคนิคและวิธีการก่อการร้าย มีรูปแบบหลักๆ ดังนี้ ..........1. การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เป็นแกนนำการเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม ..........2. การใช้ระเบิด ได้แก่ การวางระเบิด หรือการใช้ระเบิดพลีชีพ ซึ่งเป็นวิธีที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายนิยมใช้มากที่สุดวิธีหนึ่ง ..........3. การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ เพื่อเรียกร้องความสนใจและให้ชื่อเสียงขององค์กรเป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงอาจเป็นการเจรจาต่อรองให้ปล่อยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ถูกกักขังโดยกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อระดมเงินทุนให้กับองค์กร ..........4. การจัดตั้งตัวแทนหรือผลักดันตัวบุคคลสาธารณะที่มีแนวความคิดเดียวกันให้เป็นที่รู้จักในวงสังคม เพื่อขยายอิทธิพลของแนวความคิดและความเชื่อขององค์กรต่อสาธารณะ 1x42.gif

25 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 2

25 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 2 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 2 1x42.gif การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 ..........นำมาซึ่งสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในระหว่างปีค.ศ. 1920 - 1930 มหาอำนาจตะวันตกอย่างเยอรมันและอิตาลี ประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ความไม่พอใจต่อสถานภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ..........ทำให้เยอรมันและอิตาลี เกิดความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาเมืองขึ้น เพื่อขยายอาณาเขต และแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมภายในประเทศ ..........โดยใช้สงครามเป็นเครื่องมือ อันเป็นที่มาของนโยบายสร้างชาติภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเพื่อสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ ..........อิตาลีได้หันมาใช้ลัทธิฟาสซิสต์ที่นำโดย เบนิโต มุสโสลินี เป็นหลักในการปกครอง โดยมุ่งหวังจะสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยจักรวรรดิโรมัน ..........ส่วนอดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งเยอรมัน ได้ใช้ลัทธินาซีปลุกระดมให้เกิดกระแสนิยมในเชื้อชาติอย่างรุนแรง ..........ทั้งแนวความคิดของมุสโสลินีและฮิตเลอร์ต่อต้านแนวความคิดเสรีนิยมและระบบการเมืองแบบรัฐสภาของชาติยุโรป ..........แต่ให้ความสำคัญกับพลังของลัทธิชาตินิยมความเข้มแข็งทางทหารและอำนาจของผู้นำมากกว่า ..........มุสโสลินีและฮิตเลอร์ต่างพยายามขยายบทบาท และอิทธิพลของลัทธิฟาสซิสต์ และลัทธินาซี ด้วยการใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ ..........ทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างประเทศและนำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีค.ศ. 1939 - 1945 ..........นอกจากนี้ สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเป็นผลพวงจากความขัดแย้งของประชาชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นสะสมมาก่อนเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 ..........หนึ่งในนั้นก็คือ ความไม่พอใจของฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีต่อข้อตกลงสันติภาพหลังสงครามครั้งนั้น ..........โดยเฉพาะข้อบังคับและบทลงโทษของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่ทำให้เยอรมันไม่พอใจ ในสภาพที่ตนต้องถูกผูกมัดด้วยสัญญา และสูญเสียผลประโยชน์ ยังผลให้เยอรมันใช้เป็นข้ออ้างในการก่อการสงคราม ..........สาเหตุสำคัญอีกประการของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นองค์การกลางระหว่างประเทศ เพ่ื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงที่ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 ..........การทำหน้าที่รักษาสันติภาพของสันนิบาตชาติไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องมาจากความอ่อนแอของสันนิบาต ที่ไม่มีกองกำลังทหารและไม่มีอำนาจยับยั้งข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ เป็นเหตุให้ขาดอำนาจในการปฏิบัติการ ..........นอกเหนือจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นสมาชิกทำให้องค์การสันนิบาตชาติ กลายเป็นเครื่องมือของประเทศผู้ชนะ ที่ใช้ลงโทษประเทศผู้แพ้สงคราม ..........สงครามเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อกองทัพเยอรมัน ภายใต้การนำของฮิตเลอร์บุกโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ..........อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งได้ลงนามในสัญญา ค้ำประกันอำนาจอธิปไตยของโปแลนด์ไว้ ได้ยื่นคำขาดให้เยอรมันถอนทหารออกจากโปแลนด์ ..........แต่ฮิตเลอร์ปฏิเสธ อังกฤษและฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามกับเยอรมัน ประเทศคู่สงครามแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมัน อิตาลีและญี่ปุ่น ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ..........ต่อมามีประเทศต่างๆเข้าร่วมด้วยทั้งในยุโรป เอเชีย แอฟริกาและออสเตรเลีย ..........เมื่อเริ่มสงคราม สหรัฐอเมริกาวางตัวเป็นกลาง แต่เมื่อญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ..........สหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับอังกฤษและฝรั่งเศส ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยชนะในที่สุด ..........หลังจากทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรก ที่เมืองฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 และลูกที่ 2 ที่เมืองนางาซากิเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ..........การที่ชาวไทยส่วนหนึ่งได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยดำเนินการร่วมมือและช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นฝ่ายผู้แพ้สงคราม 1x42.gif

24 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก

24 การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก 1x42.gif ..........ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความต้องการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้น อันนำไปสู่การขยายอิทธิพลและการยึดครองดินแดนอื่นในทวีปเอเชีย ..........อเมริกากลางและแอฟริกาทีี่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุดิบสำหรับเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่ ซึ่งกลายเป็นที่มาของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ..........การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในสมัยจักรวรรดินิยมยุคใหม่ส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องหลายประการ ประการแรกก็คือ ..........การแข่งขันกันขยายอิทธิพลของชาติตะวันตกได้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ชาติมหาอำนาจเหล่านั้นในการยึดครองดินแดนต่างๆเป็นอาณานิคมของตน ..........โดยมีการอ้างภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่จะต้องไปปกครองและนำอารยธรรมไปเผยแพร่ให้กับคนผิวสีอื่นในดินแดนที่ล้าหลังและห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ประชากรในดินแดนอาณานิคมเกิดการซึมซับในศาสนา วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต แนวคิดและค่านิยมแบบตะวันตก ..........ผลกระทบที่ตามมาอีกประการของการขยายอิทธิพล ได้แก่ การเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งในผลประโยชน์ระหว่างชาติตะวันตก เป็นเหตุให้บรรยากาศทางการเมืองของโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และเริ่มมีการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประเทศเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1914 และสิ้นสุดในปีค.ศ.1918 ..........อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มเพื่อสร้างพันธมิตรก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวของการเกิดสงครามโลก สาเหตุหลักอีกข้อที่เป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็คือความตื่นตัวในลัทธิชาตินิยมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ..........ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศสหรือออสเตรีย - ฮังการี ความรักและภาคภูมิใจในชาติของตนอย่างรุนแรงจนก่อเกิดเป็นลัทธิชาตินิยมทำให้รัฐชาติในยุโรปปรารถนาจะเห็นชนชาติของตนมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือชาติอื่น และทะเยอทะยานที่จะผลักดันชาติของตนให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ การแย่งชิงดินแดนอาณานิคม ..........การแข่งขันสร้างแสนยานุภาพทางทหารและขบวนการชาตินิยมเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ ..........จนกระทั่งถึงจุดแตกหักเมื่อสมาชิกกลุ่มชาตินิยมในเซอร์เบียที่ต่อต้านการแทรกแซงของจักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี ..........ซึ่งในขณะนั้นขัดแย้งกับเซอร์เบียเรื่องการสร้างเขตอิทธิพลในแหลมบอลข่าน ลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมารฟรานซิส เฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรีย - ฮังการีในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 ..........เหตุการณ์นี้ทำให้ประเทศต่างๆที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ และกลายเป็นสงครามใหญ่ในเวลาต่อมา ..........สงครามครั้งนี้ได้แบ่งมหาอำนาจตะวันตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายไตรภาคีหรือมหาอำนาจกลาง ซึ่งประกอบด้วยเยอรมัน ออสเตรีย - ฮังการี ตุรกีและอิตาลี ..........และฝ่ายไตรพันธมิตรหรือพันธมิตร อันประกอบไปด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียและสหรัฐอเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรและความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง เป็นผลให้มีการทำสนธิสัญญาแวร์ซายส์สำหรับเยอรมัน รวมไปถึงสนธิสัญญาอีก 4 ฉบับสำหรับพันธมิตรของเยอรมัน ..........ในสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ฝ่ายผู้แพ้สงครามต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ต้องลดกำลังทางทหารและอาวุธ ตลอดจนต้องเสียดินแดนในอาณานิคมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจให้แก่ฝ่ายพันธมิตรด้วย สงครามโลกครั้งที่ 1 ..........เป็นสงครามแห่งมวลมนุษยชาติครั้งแรกที่มีผู้คนจำนวนมากจากทุกทวีปเข้าร่วมการสู้รบ ..........และนับว่าเป็นความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเท่าที่เคยปรากฏใน ประวัติศาสตร์โลก ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงแก่ทุกฝ่าย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน ระบบการค้าหรือการเงินระหว่างประเทศ ..........นอกจากนี้ การที่กลุ่มประเทศผู้แพ้สงครามถูกบีบบังคับให้ลงนามยอมรับข้อตกลงของสนธิสัญญาที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างก็ได้ก่อให้เกิดภาวะตึงเครียด จนเป็นชนวนหนึ่งที่นำไปสู่ การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย 1x42.gif