นำเสนอ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ blogger ของเด็กหญิงนวพร นามเพ็ง ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่2/11 เลขที่26 วิชาประวัติศาสตร์

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

38 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย

38 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย1x42.gif 1. แนวคิดเรื่องถิ่นเดิมชนชาติไทยอยู่ในบริเวณตอนกลางของจีน 1.1ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา ผู้เริ่มแนวคิดนี้ คือศาสตราจารย์ แตเรียง เดอ ลาคูเปอรี แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาศาสตร์ของอินโดจีน สรุปว่า ชนชาติไทยมีถิ่นกำเนิดบริเวณภาคเหนือของมณฑลเสฉวน ในประเทศจีนมาตั้งแต่ 2,750 ปีก่อนพุทธศักราช และอ้างว่าในจดหมายเหตุจีน เรียกชนชาติไทยว่า ต้ามุง ซึ่งแปลว่ามุงใหญ่ แนวคิดที่ว่า ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่บริเวณตอนกลางของจีนนี้ปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการตีความจากคำในภาษาไทยจึงมีเหตุผลน้อยไป 2. แนวคิดของชนชาติไทยเป็นเชื้อสายมองโกลมีถิ่นเดิมอยู่แถบเทือกเขาอัลไต 2.1ผู้กำหนดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา แนวคิดที่ว่าไทยเป็นชาติมองโกลมาจากแนวคิดของ ดร.วิลเลียม คริฟตัน ดอดด์ มิชชั่นนารีชาวอเมริกันเข้ามาสอนศาสนาคริสต์ที่เชียงราย โดยเชื่อว่าชนชาติไทยมีเชื้อสายมองโกล ถิ่นเดิมน่าจะอยู่ในบริเวณเขตอบอุ่นเหนือเลยประเทศจีนขึ้นไป และได้เคลื่อนย้ายมาสู่ประเทศจีนตั้งอาณาจักรของตนขึ้น เรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว จีน เรียกว่า ต้ามุง ต่อมาเมื่อชาวจีนมีความเข้มแข็งได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในถิ่น ทำให้ชาวไทยอพยพไปหาที่ทำกินแหล่งใหม่ ปัจจุบันแนวคิดนี้ไม่ค่อยได้รับความน่าเชื่อถือมากนัก เนื่องจาก 1. สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเทือกเขาอัลไตเป็นทุ่งหญ้า เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ ไม่เหมาะแก่การดำรงชีพของชนชาติไทย ซึ่งถนัดการเพาะปลูก 2. การอพยพจากเทือกเขาอัลไตลงมา ต้องเดินทางเป็นระยะเวลาทางไกลมาก และต้องผ่านทะเลทรายกว้างสูงใหญ่ทุรกันดาร 3. บริเวณเทือกเขาอัลไตเป็นเขตที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ 3. แนวคิดถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในบริเวณตอนใต้ของจีน 3.1ผู้กำหนดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา ผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ ได้แก่ อาร์ชิบัลด์ รอสส์ คอลูน นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้เดินทางสำรวจดินแดนตามแนวชายแดนทางใต้ของจีนจากกวางตุ้งมาถึงมัณฑะเลย์ของพม่า แล้วเขียนรายงานเป็นหนังสือ ชื่อ Across Chryse พบว่าตามเส้นทางที่สำรวจประชาชนมีวีชีวิตและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันทั้งด้านภาษาพูด การแต่งกาย เป็นต้น ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับมากที่สุด เพราะมีหลักฐานประกอบที่น่าเชื่อถือกับธรรมชาติของการอพยพของมนุษย์ที่จะมักอพยพจากที่สูงลงมาที่ต่ำ มีสถานที่ไม่ไกลจากที่ตั้งประเทศไทยปัจจุบันมากนักประกอบกับมีความคล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมของประชาชน 4. แนวคิดถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย 4.1 ผู้กำหนดทฤษฎีและหลักฐานที่ใช้ศึกษา รูธ เบเนดิกต์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิดว่า ชนชาติไทยเป็นเชื้อชาติมลายูได้อพยพจากทางใต้ของแหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซียขึ้นไปทางเหนือจนถึงตอนใต้ของจีนแล้วจึงอพยพกลับลงมาอีกครั้งหนึ่งใน นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบุญ เสนอการวิจัยเรื่องหมู่เลือดในคนไทยลงในวารสารวิจัยแห่งชาติ หมู่เลือดของไทยคล้ายคลึงกับคนอินโดนีเซียมากกว่าจีน นอกจากนี้ได้ศึกษาความถี่ของยีน พบว่าคนไทยไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากคนจีน จึงเชื่อว่าชนชาติไทยน่าจะมีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ต่อมาจึงค่อยๆอพยพมายังกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และขึ้นเหนือไปถึงมณฑลยูนนานของประเทศจีน ความน่าเชื่อถือของแนวคิดเรื่องถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในคาบสมุทรมลายู แนวคิดที่ว่าถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในคาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซียนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ โดยมีเหตุผลและหลักฐานโต้แย้ง คือ ลักษณะการเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรมจะมีการเคลื่อนย้ายจากเหนือลงใต้ รวมทั้งหลักฐานที่ใช้ในการสนับสนุนแนวคิดเป็นหลักเฉพาะทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีความหลากหลายของหลักฐานจึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อมากนักในปัจจุบัน 5. แนวคิดถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน 5.1. ผู้กำหนดแนวคิดและหลักฐานที่ใช้ศึกษา ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญทางกายภาคศาสตร์ ซึ่งมีความสนใจงานทางด้านโบราณคดีเป็นพิเศษ เคยร่วมสำรวจโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินในเขตอำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีอายุ 4,000 ปีมาแล้ว โครงกระดูกมีความคล้ายคลึงกับโครงกระดูกของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทำให้นายแพทย์สุด แสงวิเชียร เชื่อว่าถิ่นเดิมของคนไทยไม่ได้อพยพมาจากที่ใด แต่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยในปัจจุบันนั่นเอง 5.2 ความน่าเชื่อถือของแนวคิดเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน แนวคิดเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้เพราะอาศัยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้นำหลักฐานด้านอื่นมาใช้ประกอบ ทำให้มีความน่าเชื่อถือลดลง 1x42.gif เขียนโดย ภัทรภร วงษ์ศรีแก้ว ที่ 04:15

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น